|
การสวดด้านจะมีเฉพาะในวันพระหรือในวันธรรมสวนะ(ขึ้นหรือแรม
๘ ค่ำ และขึ้นหรือแรม ๑๕ ค่ำ)
เวลาก่อนเพล
ก่อนพระสงฆ์จะขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรมเทศนาให้พุทธศานิกชนฟังที่ระเบียงทั้งสี่ด้านในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร |
|
สาระสำคัญ |
|
๑.ผู้ฟัง
ได้ฟังสาระจากการสวดหรือการอ่านหนังสือ
ได้ทั้งความรู้คติสอนใจ
และความเพลินเพลิด
ส่วนผู้สวดได้ประโยชน์จากการอ่านหนังสือนับเป็นภูมิปัญญาที่ชาญฉลาดที่ช่วยให้คนรักการอ่านหนังสือและรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
ทั้งยังเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการฟังแก่เด็กนักเรียนได้
๒.ได้ทราบข่าวความเป็นไปของบ้านเมือง
เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของจิตใจ
๓.เกิดความรักความสามัคคีหมู่คณะที่ไปทำบุญวัดเดียวกันสร้างแบบอย่างให้แก่ลูกหลาน
๔.เป็นการอนุรักษ์วรรณกรรมของชาวนครศรีธรรมราชในฐานะปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งทางด้านภาษาและวรรณกรรมมาเป็นเวลายาวนานสมควรแก่การส่งเสริมให้มีการพัฒนาวรรณกรรมท้องถิ่นไว้เป็นมรดกของท้องถิ่นที่มีคุณค่ายิ่ง |
6. ประเพณีให้ทานไฟ |
|
ความเป็นมา |
|
นครศรีธรรมราชตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเล
ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น
ในหน้าหนาวก็ไม่หนาวจัด
เพียงแต่คนรู้สึกว่าอากาศเย็นลงกว่าปกติ
เนื่องจากไม่เคยชินกับอากาศที่หนาวเย็นลง
ตอนย่ำรุ่งเช้ามืดจึงลุกขึ้นมาก่อไฟผิงเพื่อสร้างความอบอุ่น
ประกอบกับชาวนครศรีธรรมราชยึดมั่นในพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนิกชนจึงพากันก่อกองไฟในวัดใกล้บ้าน
แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาผิงไฟรับความอบอุ่นด้วย |
|
ระยะเวลาดำเนินการ |
|
การให้ทานไฟไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตายตัวแล้วแต่ความสะดวกในการนัดหมาย
แต่ส่วนใหญ่จะปฏิบัติในช่วงเดือนยี่
ซึ่งป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด
ชาวบ้านจะนัดหมายไปพร้อมกันในเวลาย่ำรุ่งหรือตอนเช้ามืด
ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ได้ |
|
สาระสำคัญ |
|
๑..เป็นโอกาสหนึ่งที่ได้นัดหมายพร้อมกันในตอนเช้ามืด
เพื่อร่วมทำบุญเลี้ยงพระรวมทั้งร่วมรับประทานอาหารกันเป็นที่สนุกสนาน
ซึ่งเป็นการสร้างสามัคคีในหมู่คณะได้ดียิ่ง
๒.ทำให้มีสุขภาพดีมีพลานามัยแข็งแรง
เพราะการตื่นนอนตอนเช้าตรูได้รับอากาศบริสุทธิ์
ทำให้มีความสดชื่นเบิกบาน
๓.เมื่อได้ปฏิบัติตามประเพณีแล้วย่อมทำให้เกิดความสุขใจเบิกบานใจในผลบุญที่ตนได้กระทำ
อีกทั้งยังได้เป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานของตนด้วย
|