http://www.thaigov.go.th                                                                                                                                                                                                     ข่าวที่ 10/-1

                                                                                                                                                                                                                                                     วันที่ 4 ตุลาคม  2548

รวมพลังไทย  ลดใช้พลังงาน

ขอเชิญชวนประชาชนลดใช้พลังงานใน 3 วิธี

S ปิดแอร์เวลา 12.00- 13.00. S  ขับรถไม่เกิน 90 กม. / ชม.  

S  ปิดไฟอย่างน้อย 1 ดวง ทุกบ้านพร้อมกัน เวลา 20.45.

 

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่

                                               

                        วันนี้ เมื่อเวลา 09.00  . ณ ห้อง "ทศพร 2"  โรงแรมริมปาว  จังหวัดกาฬสินธุ์ พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

                        นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวศันสนีย์  นาคพงศ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี    นายเฉลิมชัย  มหากิจศิริ  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายดนุพร  ปุณณกันต์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ โรงแรมริมปาว  จังหวัดกาฬสินธุ์   สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

1.

เรื่อง

แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549

2.

เรื่อง

การแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

3.

เรื่อง

แผนแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงเกษตรและสกรณ์)

4.

เรื่อง

การแก้ไขปัญหาความยากจน  (กระทรวงคมนาคม)

5.

เรื่อง

รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

6.

เรื่อง

รายงานความก้าวหน้าโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน

(Fix It Center)

7.

เรื่อง

ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ พ.. …

8.

เรื่อง

ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) .. …. ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.. 2530

9.

เรื่อง

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (.. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครอง   พันธุ์พืช  .. 2542

10.

เรื่อง

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (.. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2522

11.

เรื่อง

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาต  การตรวจสอบและการออกใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  การทำ         ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  และการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร  .. ….

12.

เรื่อง

โครงการพัฒนาโครงสร้างเพื่อการผลิตสินค้าปลอดสารพิษ

13.

เรื่อง

การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงาน UNOPS  ในประเทศไทย

14.

เรื่อง

โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (การจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม  2548)

15.

เรื่อง

รายงานสรุปผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548

 

16.

เรื่อง

การติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง

17.

เรื่อง

รายงานสรุปผลการตรวจราชการเพื่แก้ไขปัญหาอุทกภัยและการช่วยเหลือราษฎรในเขตตรวจราชการที่ 1

18.

เรื่อง

ผลการปฏิบัติราชการตรวจเยี่ยมพื้นที่ 14 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

19.

เรื่อง

มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์          การเกษตรที่ประสบอุทกภัยปีการผลิต 2547

20.

เรื่อง

ขออนุมัติโครงการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกีฬาและการศึกษา

21.

เรื่อง

ขออนุมัติวงเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน  โครงการก่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4

22.

เรื่อง

ร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

23.

เรื่อง

การปรับปรุงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

24.

เรื่อง

การมอบหมายเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกลงนามในร่างความตกลงการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของซาอุดิอาระเบีย

25.

เรื่อง

ขอความเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บ        น้ำห้วยแม่ทิม ท้องที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

26.

เรื่อง

ขออนุมัติให้วันที่ 6 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันกำลังสำรองแห่งชาติ”

27.

เรื่อง

ภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตอนบน กลุ่มที่  2  และจังหวัดกาฬสินธุ์

28.

เรื่อง

การแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงศึกษาธิการ)

29.

เรื่อง

ของบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี  2547 (ด้านการเกษตร)

30.

เรื่อง

ขอแก้ไขวิธีการดำเนินโครงการตามมาตรการเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำใน             ภาคตะวันออก

31.

เรื่อง

ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

32.

เรื่อง

รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการคาราวานแก้จน ระยะที่ 1 (13 ธันวาคม 2547 – 31 มกราคม  2548)

33.

เรื่อง

รายงานความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว


34.


เรื่อง


แต่งตั้ง

 

 

1.  การแต่งตั้งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  และที่ปรึกษาด้านแผนและขั้นตอน

การกระจายอำนาจ

 

 

2.  แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

 

3.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อ

ที่อยู่อาศัย

 

 

4.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)

 

 

5.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงยุติธรรม)

 

 

6.  แต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

 

 

7.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงศึกษาธิการ)

 

 

8.  แต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการอื่นใน

คณะกรรมการองค์การคลังสินค้า   (กระทรวงพาณิชย์)

 

 

9.   การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

 

 

10. ย้ายและเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10

(กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

 

**************************************

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332

สำนักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

ทุกวันอังคาร หรือวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5

ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัด

และขอเชิญชมรายการ “สายตรง ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เวลา 16.30 – 17.00.

 

1. เรื่อง  แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549ตามที่กระทรวงการคลัง

(กค.)  เสนอแล้วมีมติอนุมัติดังนี้

                        1. อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 ซึ่งประกอบด้วย 6 แผนย่อย ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

แผนงาน

วงเงิน

1. การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

180,000.000

2. การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อชดเชยใช้ความเสียหายให้ FIDF

215,000.000

3. การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน

N.A.

4. การบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ

136,653.24

5. การกู้เงินตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ

29,300.63

6. การบริหารหนี้ต่างประเทศ

235,745.22

     6.1 รัฐบาล

42,207.45

     6.2 รัฐวิสาหกิจ

193,537.77

รวม

796,699.09

 

                        2. อนุมัติการกู้เงินในประเทศของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงิน ดังนี้

                                    2.1 การบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2549

ภายในวงเงินไม่เกิน 180,000 ล้านบาท

                                    2.2 การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้รัฐบาลภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ..2541 ในปีงบประมาณ 2549

ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

                                    2.3 การกู้เงินเพื่อชดใช้ความเสียหายให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ

สถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.. 2545 ภายในวงเงินไม่เกิน 125,000 ล้านบาท

2.4 การกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจตามแผนการบริหารและจัดการ

เงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

รายการ

วงเงิน

1.เงินกู้ในประเทศทดแทนเงินกู้จากต่างประเทศ

7,023.62

2.เงินกู้เงินบาทสมทบโครงการเงินกู้จากต่างประเทศ

7,641.34

3.เงินกู้เพื่อลงทุน

37,998.02

4.เงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ

30,855.33

5.เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้

53,134.93

รวม

136,653.24

 

          ทั้งนี้ การบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ

กระทรวงเจ้าสังกัดจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติการกู้เงินก่อน กระทรวงการคลังจึงจะดำเนินการกู้เงินให้         โดยกำหนดเพดาน (1)การกู้เงินในประเทศทดแทนเงินกู้จากต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีงบประมาณ 2549 ใน          วงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท   โดยวงเงินดังกล่าวให้รวมการบริหารหนี้เงินกู้ต่างประเทศด้วยเงินบาทด้วย และ              (2) การกู้เงินในประเทศเพื่อลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปีงบประมาณ 2549 ในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

                        3. อนุมัติการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้จากต่างประเทศของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงิน ดังนี้

                                    3.1 การกู้เงินตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2549 ภายในวงเงิน

เทียบเท่าไม่เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแผนดังกล่าวประกอบด้วยโครงการของรัฐวิสาหกิจรวม 5 โครงการ วงเงิน 747.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเทียบเท่า 29,300.63 ล้านบาท โดยเป็นโครงการหลัก 2  โครงการ วงเงิน 298.46

ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า 19,541.93ล้านบาท และโครงการสำรอง 3 โครงการ วงเงิน 248.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า 9,758.70ล้านบาท

                                    3.2 การกู้เงินตามแผนการบริหารหนี้ต่างประเทศ เฉพาะในส่วนที่จะทำ  Refinance วงเงินรวม 94,296.18 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 2,405.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ประกอบด้วยการบริหารหนี้ของรัฐบาล วงเงิน 42,207.45 ล้านบาท  หรือเทียบเท่า 1,076.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 52,088.73 ล้านบาท

หรือเทียบเท่า 1,328.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                        4. อนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของ

การกู้เงินและการค้ำประกันในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามผูกพันการกู้เงินหรือการค้ำประกันเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

                        5. ให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาปรับปรุง แก้ไข และทบทวน

แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 เป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสมและจำเป็น แล้วนำเสนอ

คณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ

                        ทั้งนี้ กรณีที่รัฐวิสาหกิจใดมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับอื่นใดให้อำนาจรัฐวิสากิจนั้นในการกู้เงินโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ก็ให้สามารถดำเนินการกู้เงินได้เอง

 

2.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

            คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรายงานการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในภารกิจการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่รากหญ้า นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการสำรวจพื้นที่ป่า และการประยุกต์ใช้ข้อมูลสำหรับการเกษตร ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          1. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงปุ๋ย ซึ่งใช้องค์ความรู้ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพที่องค์กรพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความ         ยากจนในท้องถิ่น สำหรับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัด 260 อำเภอ และใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 33 อำเภอ โดยในปีงบประมาณ พ.. 2549 ได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 64.333 ล้านบาท ประกอบด้วยการดำเนินการจัดตั้งโรงงานปุ๋ยจำนวน 71 อำเภอ ในทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 58.333         ล้านบาท และการจัดตั้งโรงงานปุ๋ยจำนวน 6 อำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 6.0 ล้านบาท

            2. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านการใช้รังสีมาอย่างต่อเนื่อง และมีการสร้างเสริมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่รากหญ้า อาทิ การฉายรังสีเพื่อเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ของไหม รวมทั้งการฉายรังสีกำจัดแมลงในผลไม้เพื่อการส่งออก

          3. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินงานด้านการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่น ๆ จนเป็นผลสำเร็จได้แก่ โครงการตรวจสอบสภาพป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่จะกำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2544 ระยะที่ 1 จำนวน 79 ป่า และโครงการวิจัยการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียม Randarsat ในการคาดคะเนผลผลิตข้าวนาปีซึ่งเป็นผลงานวิจัยและความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้ประโยชน์                ภูมิสารสนเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

3.  เรื่อง  แผนแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานแผนแก้ไขปัญหาความยากจน  โดยมีสาระสำคัญดังนี้

         1. การแก้ไขปัญหาความยากจน  ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ยึดหลักการ 4 ประการได้แก่

                                                1.1 เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้  เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงข้อมูล  ข่าวสาร  ความรู้และปัญญา  เพื่อการแก้ปัญหาความยากจน  ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                                               

                                                1.2 เน้นการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ  เพื่อให้เกษตรกรรู้จักการลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้และเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ  โดยมีการทำกินในแปลงที่ดินที่จัดให้ควบคู่ไปกับการเรียนรู้

                                                1.3 เน้นการนำที่ดินที่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ในการสร้างงาน  สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรยากจน   ควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                                                1.4 เน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรให้พึ่งพาช่วยเหลือกัน  ในรูปสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน  และสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน  เพื่อช่วยเหลือด้านการตลาด  อันสามารถจะเชื่อมโยงไปสู่การส่งออกในรูปการทำ Contract Farming กับบริษัทเอกชน

                        2. แนวทางการดำเนินงานมี  2  รูปแบบ  ได้แก่

                                                2.1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน  (โรงเรียนแก้จน)  โดยการพัฒนาต่อยอดจากโครงการ  1 ตำบล 1  ฟาร์ม   ที่ดำเนินการแล้ว  จำนวน  815  แปลง  และโครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่กับการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ                (1 อำเภอ 1 แปลง)  ที่ได้ดำเนินการแล้ว  798 แปลง  ทั้งนี้  ตั้งเป้าหมายภายในปี 2551  จะขยายศูนย์เรียรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ  อย่างน้อยตำบลละ 1  แห่ง  ตลอดจนครอบคลุมหมู่บ้านยากจน  จำนวน 16,735  แห่ง  ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การขจัดความยากจนของรัฐบาล   โดยมีแนวทางการดำเนินการ  ดังนี้

                                                                        2.1.1 จัดหาที่ดินว่างเปล่าที่เป็นที่ดินของทางราชการ   ที่ดินสาธารณประโยชน์หรือที่ดินของ          เอกชนที่ยินยอมให้ใช้ประโยชน์  เป็นต้น  เพื่อจัดทำเป็นแปลงหมุนเวียนทำกินชั่วคราว  และเป็นศูนย์ข้อมูลของแหล่งเรียนรู้ที่จะพัฒนาให้เกิดประกายความคิด  ทักษะ  การผลิต  การจัดการ  เพื่อนำไปพัฒนาปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตของเกษตรกร           ในลักษณะ Learning by doing  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                                                                        2.1.2 เกษตรกรที่ลงทะเบียนคนจนและเข้าร่วมโครงการเมื่อผ่านการฝึกอบรมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงแล้ว  สามารถนำความรู้ที่ได้รับพร้อมกับทุนที่ศูนย์แบ่งให้จากรายได้ผลผลิตในแปลง  ไปลงทุนต่อในที่ดินของตนเอง  หรือที่เช่า  หรือที่ทางราชการจัดให้ต่อไป

                                                                        2.1.3 สนับสนุนให้สมาชิกที่ผ่านการฝึกอบรมรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน  เพื่อช่วยเหลือกันในการดำเนินการด้านการผลิต  การแปรรูป  และการตลาดต่อไปในอนาคตโดยใช้ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเป็น               ศูนย์ประสานงาน

                                                2.2 นิคมเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นการจัดหาที่ดินให้เกษตรกรเข้าไปทำกินถาวรในที่ดินของ ส...

ที่ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์  โดยจะดำเนินการ ดังนี้

                                                                        2.2.1 รวมกลุ่มสมาชิกตามหลักสหกรณ์และให้สหกรณ์เช่าที่ดินแปลงรวมในระยะยาว จาก ส...  ตลอดจนอาศัยเอกสารสัญญาเช่าดังกล่าวค้ำประกันการกู้ยืมเงิน  เพื่อให้สหกรณ์มีทุนมาดำเนินการ

                                                                        2.2.2 จัดรูปการใช้ที่ดินทั้งแปลงอย่างเป็นระบบ

                                                                        2.2.3 ผลิตเป็น  Cluster เพื่อให้ได้มาตรฐาน  GAP  และทำ Contract Farming

                                                                        2.2.4 สมาชิกแบ่งงานกันทำตามความถนัด  ทั้งการผลิต  การแปรรูป  บรรจุภัณฑ์  โดยมีการทำ Branding ของนิคม

                                                                        2.2.5 จัดให้มีกิจกรรมในมิติทางสังคมร่วมกันและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกในนิคม            อย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 

                                                ทั้งนี้  ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีการจัดทำโครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่การผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ                  (1 อำเภอ 1  แปลง)  ซึ่งจะพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน จำนวน 18  แห่งต่อไป

 

4.  เรื่อง   การแก้ไขปัญหาความยากจน (กระทรวงคมนาคม)

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 11  สรุปได้ดังนี้

         1. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี  (ขน.)

                                                1.1 จังหวัดนครพนม

                                                                        (1) ท่าเทียบเรือนครพนม  และบริเวณแขวงคำม่วน  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)  ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ  ซึ่งทำให้จังหวัดนครพนมเป็นเมืองการค้า  และติดต่อกับแขวงคำม่วน สปป.ลาว  ได้อย่างสะดวก  โดยมีนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจังหวัดนครพนมมากขึ้น

                                                                        (2) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังที่แม่น้ำสงคราม บริเวณวัดพระเนาว์  บ้านศรีเวินไชย  ตำบลสามผง  อำเภอศรีสงคราม   ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานได้ผลงานร้อยละ 15.65

                                                                        (3) ท่าเทียบเรือ  อำเภอบ้านแพงขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมลงนามในสัญญาจ้าง

                                                                        (4) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังที่แม่น้ำสงคราม  หมู่ที่  4  บ้านปากยาม  ตำบลปากยาม  อำเภอศรีสงคราม 

                                                                        (5) งานก่อสร้างตามงานสำรวจออกแบบเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ  ท่าเทียบเรือ และ             เขื่อนป้องกันตลิ่งพังสำหรับแม่น้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยงานที่อยู่ในพื้นที่เขตจังหวัดนครพนมจะอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำสงครามไหลผ่าน ได้แก่  1) เขื่อนป้องกันตลิ่งพัง 3 บริเวณ  ได้แก่  บ้านท่าบ่อ  อำเภอศรีสงคราม            บ้านดอนตาล  ตำบลไชยบุรี และบ้านไชยบุรี  ตำบลไชยบุรี  2) ท่าเทียบเรือประมง  4  บริเวณ  ได้แก่  บ้านท่าบ่อ                       ตำบลท่าบ่อสงคราม  อำเภอศรีสงคราม  บ้านอุ้มไผ่  ตำบลนาคำ  อำเภอศรีสงคราม  บ้านนาคำ  ตำบลนาคำ                อำเภอศรีสงคราม  บ้านนาเพียง  ตำบลท่าบ่อสงคราม  อำเภอศรีสงคราม 

                                                1.2 จังหวัดกาฬสินธุ์

                                                                        (1) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำปาว  อำเภอกมลาไสย  ขณะนี้อยู่ระหว่าง         เตรียมลงนามในสัญญาจ้าง

                                                                        (2) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังแม่น้ำชีบริเวณวัดท่าแห่  ตำบลฆ้องชัยพัฒนา  กิ่งอำเภอ

ฆ้องชัย 

                                                                        (3) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังที่ลำน้ำยัง  หมู่ที่  5   ตำบลกุดข้าว  อำเภอกุฉินารายณ์  

                                                1.3 จังหวัดสกลนคร

                                                                        (1) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังที่แม่น้ำสงคราม  บ้านปากโนต  ตำบลหนองบัวซิม           อำเภอคำตากล้า 

                                                                        (2) งานก่อสร้างตามงานสำรวจออกแบบเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ  ท่าเทียบเรือและเขื่อน

ป้องกันตลิ่งพังสำหรับแม่น้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยงานที่อยู่ในพื้นที่เขตจังหวัดสกลนคร  ได้แก่  งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังที่แม่น้ำสงคราม  บ้านท่าก้อน  ตำบลท่าก้อน  อำเภออากาศอำนวย

                   2. กรมทางหลวง

                                                2.1 จังหวัดนครพนม  จำนวน 2 โครงการ  ได้แก่

                                                                        ถนนเชื่อมท่าเทียบเรือ-ถนนหมายเลข 13  สปป.ลาว  ระยะทาง 1.9 กิโลเมตร  วงเงิน 24.1

ล้านบาท  โดยเป็นแนวทางใหม่  2 ช่องจราจร  ระยะเวลาดำเนินการปี 2548-2549  ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติราคา

                                                                        การศึกษาความเป็นไปได้  ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 (นครพนม)  ระยะเวลาดำเนินการเดือนพฤษภาคม 2548-พฤษภาคม 2549  ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารับรองรายงานความก้าวหน้าฉบับที่  1

                                                2.2 จังหวัดกาฬสินธุ์   จำนวน  1 โครงการ  ซึ่งอยู่ในแผนงานบำรุงทางที่คาดว่าจะได้รับงบประมาณปี  2549  ได้แก่  ทางหลวงหมายเลข  227  ตอน กาฬสินธุ์-อำเภอสหัสขันธุ์  (ขยายช่องจราจร)  ระยะทาง 29 กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการ ปี 2549-2550 

                                                2.3 จังหวัดสกลนคร  จำนวน  1  โครงการ  ได้แก่  ทางหลวงหมายเลข 22 ตอน พรรณนานิคม – สกลนคร  (ขยาย 4 ช่องจราจร)  ระยะทาง  25 กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการ ปี  2549-2550  ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติราคา

          2.4 จังหวัดมุกดาหาร  จำนวน  4  โครงการ  ได้แก่

(1) การขยายทางหลวงหมายเลข 2042 ตอน มุกดาหาร-อำเภอคำชะอี ตอน 1 ระยะทาง  17.0

กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการเดือนกรกฎาคม 2546-มกราคม 2548  ขณะนี้ได้ผลงานร้อยละ 98.2

                                                                        (2) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง  แห่งที่  2  ตอน 1A (สะพานฝั่งลาว)  และ 1B  (สะพานฝั่งไทย)  ระยะทาง 1.6 กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการเดือนธันวาคม 2546-ธันวาคม 2549  ขณะนี้ได้ผลงานตอน 1A (สะพานฝั่งลาว)  ร้อยละ 53  และ ตอน  1B (สะพานฝั่งไทย)  ร้อยละ 74.9

                                                                        (3) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง  แห่งที่ 2  ตอน 2 (ถนนฝั่งลาว)  ระยะทาง 3 กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการ  เดือนมีนาคม  2547-มีนาคม 2549  ขณะนี้ได้ผลงานร้อยละ  47 

                                                                        (4) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่  2  ตอน  3 (ถนนฝั่งไทย) ระยะทาง 1.7  กิโลเมตร  ระยะเวลาดำเนินการ  เดือนเมษายน 2547-เมษายน 2549  ขณะนี้ได้ผลงานร้อยละ 43.5  

                                                นอกจากนี้กรมทางหลวงชนบท  ซึ่งมีภารกิจการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบททั่วประเทศ  โดยจะเป็นการสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน  อันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจน 

5.  เรื่อง รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ตามที่คณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เสนอ ดังนี้

                        ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ..2548 จำนวน 7,400 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) โดยกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณไปยังหมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศโดยตรง จำนวน 38,250 แห่ง ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 และมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 208/2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ลงวันที่ 6 มิถุนายน พ.. 2548 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 นั้น คณะกรรมการฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับ

มอบหมาย และได้บริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ซึ่ง ณ วันที่ 30 กันยายน 2548 ได้จัดสรรไปยังหมู่บ้าน/ชุมชนตามขนาดของจำนวนประชากรโดยตรงทั่วประเทศแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 34,980 แห่ง เป็นเงินจำนวน 8,200.03 ล้านบาท

หรือคิดเป็นร้อยละ 91 ของงบประมาณที่ตั้งไว้ (9,000 ล้านบาท) โดยเปรียบเทียบเป้าหมายและผลการโอนเงินให้หมู่บ้าน/ชุมชน ดังนี้

 

จำนวนหมู่บ้าน/ชุมชน (แห่ง)

งบประมาณ (ล้านบาท)

เป้าหมาย

38,250

9,000.00

ผลการโอนเงิน

34,980

8,200.03

 

มีหมู่บ้าน/ชุมชนผ่านเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนดไว้ จำนวน 51,234 แห่ง ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 12,123 แห่ง

ปัจจุบัน โอนเงินให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 34,980 แห่ง วงเงิน 8,200.03 ล้านบาท คิดเป็น          ร้อยละ 91.45 ของเป้าหมายที่กำหนดไว้

เหลือหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 3,270 แห่ง จะครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถโอนเงินให้ได้ภายในต้นเดือนตุลาคม 2548

                        สรุปลักษณะโครงการที่พบจากการดำเนินงานที่ผ่านมา  ด้านสวัสดิการชุมชน (38.52%) สร้างศูนย์สาธิตการตลาดหรือร้านค้าชุมชน , สร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ต้านยาเสพติด , สร้างอาคารร้านค้าชุมชน , สร้างปั๊มน้ำมันเพื่อชุมชน และเสียงตามสาย ด้านสาธารณูปโภค (30.27%) โครงการสร้างร่องระบายน้ำ , สร้างศาลาประชาคม , สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก , ประปาหมู่บ้าน/ประปาภูเขา , ซ่อมแซมถนนลูกรังริมไหล่ทาง และโครงการผลิตน้ำดื่ม ด้านอื่น ๆ (16.57%)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน , ปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน , อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น , จัดซื้อเครื่องดนตรีไทยประจำหมู่บ้าน และสอนกลองยาวประจำหมู่บ้าน/ชุมชน ด้านการเกษตร (8.68%) สร้างโรงสีข้าวชุมชน , ปลูกผัก           ปลอดสารพิษ , เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ , ซื้อรถสีข้าว และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ด้านส่งเสริมรายได้/อาชีพ (5.96%) กลุ่มเย็บผ้าอุตสาหกรรม , ศูนย์ฝึกอาชีพทอผ้าพื้นเมืองพร้อมอุปกรณ์การทอ , สร้างตลาดชุมชน , ส่งเสริมกลุ่มสตรีทอผ้าไหม และอิฐบล็อคชุมชน

                        สรุปปัญหา/อุปสรรคที่พบจากการดำเนินงานในระดับพื้นที่

                        1. ประชาชนยังขาดความเข้าใจในแนวทางและวิธีการทำประชาคมในหมู่บ้าน/ชุมชน ทำให้ในบางกรณี        จะพบว่ามีการชี้นำจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ส่งผลให้โครงการที่ได้ ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนโดยส่วนรวม

                        2. ประชาชนในหลายพื้นที่ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการ และต้องการให้มีผู้สื่อสารที่มีความรู้อย่างแท้จริงลงพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน

                        3. ผู้สื่อสาร ได้แก่ อาสาสมัครพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน และส่วนราชการในระดับพื้นที่ เป็นต้น          มีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนทั้งประเทศ (โดยเฉพาะเมื่อต้องการขยายผลทุกหมู่บ้าน/ชุมชน)                 

                        4. การประสานงานระหว่างส่วนราชการในระดับพื้นที่ และส่วนราชการส่วนกลาง ยังขาดประสิทธิภาพเนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ เช่น ความเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงาน บุคลากร และเครื่องมือสำหรับกรอกข้อมูลซึ่ง

มีจำนวนมาก เป็นต้น

                        5. การประชาสัมพันธ์ในบางพื้นที่ เช่น ในเขตพื้นที่ตามแนวชายแดน และเขตพื้นที่ทุรกันดาร ไม่สามารถ   ทำได้ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าร่วมโครงการของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ

                        6. คู่มือและ VCD แนะนำโครงการไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

                       

                        สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ได้ดำเนินการแล้ว

                        1. เร่งรัดแผนประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางและวิธีการทำประชาคมของประชาชน เพื่อให้โครงการที่ได้เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชนโดยส่วนรวมและเป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตยของชุมชน

                        2. เพิ่มจำนวนอาสาสมัครพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ให้มีมากขึ้น โดยใช้เครือข่ายสถาบัน               อุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยแบ่งความรับผิดชอบอย่างชัดเจนเพื่อให้ง่ายต่อการให้บริการประชาชนในพื้นที่

                        3. ขยายความร่วมมือและสร้างพันธมิตรกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกรมพัฒนาชุมชน โดยจะ

จัดการอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางของโครงการมากยิ่งขึ้น เพื่อลงพื้นที่ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล/พื้นที่ตามแนวชายแดน

                        4. พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บ รวบรวม และประมวลผลข้อมูลตั้งแต่ระดับพื้นที่ สู่ส่วนกลาง และเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางที่สำนักงาน SML เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว

                        5. ผลิตคู่มือและ VCD แนะนำโครงการเพิ่มเติม และจัดส่งให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษา องค์กรผู้นำชุมชน ฯลฯ เพื่อเป็นกลไกเสริมในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในระดับพื้นที่

 

6.  เรื่อง   รายงานความก้าวหน้าโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center)

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษารายงานความก้าวหน้าโครงการ

ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน  (Fix It Center)  ซึ่งเริ่มดำเนินการระยะแรกตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548-14 ตุลาคม 2548           ผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่  15  สิงหาคม 2548-วันที่  23 กันยายน 2548  ปรากฏว่าได้มีการจัดตั้งศูนย์ให้บริการซ่อมสร้างเพื่อชุมชนจำนวน 2,000 ศูนย์  มีกลุ่มผู้รับบริการตามกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 56,181 คน  นำเครื่องมืออุปกรณ์ประกอบอาชีพและเครื่องใช้ในครัวเรือนมารับบริการซ่อม จำนวน 85,425  รายการ 

 

7.  เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็น        

             รถประเภทต่าง ๆ พ.. …

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถ        ที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ พ.. … ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

                                                1. กำหนดให้รถที่จะรับจดทะเบียนต้องมีลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถตามที่กำหนด และได้รับการรับรองแบบตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และตามประเภทของรถที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

                                                2. กำหนดให้รถที่จะรับจดทะเบียนประเภทรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการ รถยนต์ส่วนบุคคล

รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานอย่างอื่นนอกจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ต้องมีกำลังตามที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

                                                3. กำหนดให้ตัวถังของรถตามกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่รถจักรยานยนต์ด้านข้างจะยื่นเกินกว่าขอบยางด้านนอกสุดของเพลาล้อท้ายหรือชุดเพลาล้อในกรณีที่เพลาล้อท้ายมีมากกว่าหนึ่งเพลาได้ไม่เกิน 15 เซนติเมตร และ        ขอบยางด้านนอกสุดต้องไม่ยื่นเกินกว่าตัวถังรถ

                                                4. กรณีมีความจำเป็นตามลักษณะของการใช้งานเฉพาะกิจ รถที่จะรับจดทะเบียนประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล รถพ่วง รถบดถนน และรถแทรกเตอร์ อาจมีตัวถัง เครื่องอุปกรณ์ หรือส่วนควบ หรือมีช่วงล้อ ขนาดของรถ หรือส่วนยื่นท้าย ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ก็ได้แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก

 

8.  เรื่อง  ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุ        

             โทรทัศน์ พ.ศ. 2530

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง(ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา          ตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับสถานที่ยื่นคำขอให้ตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบในเทปและวัสดุโทรทัศน์ โดยเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมเห็นชอบด้วยแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ ปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2531) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ในส่วนของสถานที่ยื่นคำขอให้ตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบในเทปและวัสดุโทรทัศน์ ดังนี้

                        1.ในกรณีผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

                   2.ในกรณีผู้ยื่นคำขอมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด

 

9.  เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (.. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.. 2542

                                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติ          คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา         ตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการแก้ไขเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อลดขั้นตอนดำเนินการ ซึ่งมีสำระสำคัญดังนี้

                                                1. เพิ่มเติมผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในคณะกรรมการสรรหากรรมการ                    ผู้ทรงคุณวุฒิ และเปลี่ยนกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจากผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้อำนวยการกองคุ้มครอง

พันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

                                                2. ยกเลิกคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับจังหวัด (ค.ส.จ.) โดยให้ผู้มีสิทธิเสนอ          ชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรยื่นแบบเสนอชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

 

10.  เรื่อง  ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

                         คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522  ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                        ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522  เป็นเรื่องการกำหนดระยะห่างของอาคารในที่ดินเจ้าของเดียวกัน  เพื่อให้มีการใช้สอยประโยชน์ที่ดินได้มากขึ้น  และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในอันที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่เป็นของตนเอง  ซึ่งมีสาระสำคัญคือแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 48  แห่งกฎกระทรวง  ฉบับที่ 55 (.. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2522  โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (1) (7) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2522  กำหนดระยะห่างของอาคารในที่ดินเจ้าของเดียวกัน  ไม่ว่าอาคารนั้นจะเป็นอาคารเดิมหรืออาคารใหม่ ดังนี้

                                                1. อาคารที่มีช่องเปิดที่อยู่สูงไม่เกิน 9 เมตร  จากระดับพื้นดินต้องมีระยะห่างจากผนังของอาคารอื่น

ไม่น้อยกว่า 2 เมตร  หรือมีระยะห่างจากผนังของอาคารอื่นด้านที่มีช่องเปิดไม่น้อยกว่า 4 เมตร 

                                                2. อาคารที่มีช่องเปิดที่อยู่สูงเกิน 9 เมตร  แต่ไม่เกิน 23 เมตร  จากระดับพื้นดินต้องมีระยะห่างจาก     ผนังของอาคารอื่นไม่น้อยกว่า 3 เมตร  หรือมีระยะห่างจากผนังของอาคารอื่นด้านที่มีช่องเปิดไม่น้อยกว่า 6 เมตร 

 

11. เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาต  การตรวจสอบและการออกใบอนุญาต

             แสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  การทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มี

             พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  และการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มี

             พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร  พ.ศ. ….

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาต  การตรวจสอบ         และการออกใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  การทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มี           พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  และการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร  .. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  และให้ส่ง    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                        กระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงว่า  เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากซึ่งต้องใช้หลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบที่แตกต่างกันตามชนิดของผลิตภัณฑ์  ดังนั้นเพื่อเป็นการ

ลดภาระแก่ผู้ขออนุญาตในการยื่นแสดงหลักฐานประกอบคำขอรับใบอนุญาต  จึงควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการ          ขออนุญาต การตรวจสอบ  และการออกใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  การทำ           ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  และการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มี  พระราชกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  ซึ่งร่างกฎกระทรวง        ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้ 

                                                1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาต  การตรวจสอบ และการออก            ใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  การทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน  และการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร พ.. 2547 

                                                2. ให้ผู้ประสงค์จะแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน   หรือนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนด          ให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักรให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมหลักฐานต่าง ๆ ต่อ          สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม  ตามแบบที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนด

 

12.  เรื่อง  โครงการพัฒนาโครงสร้างเพื่อการผลิตสินค้าปลอดสารพิษ 

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการพัฒนาโครงสร้างเพื่อการผลิตสินค้าปลอดสารพิษ  ตามที่กระทรวง       วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ  ดังนี้

                        ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 กันยายน  2548  เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงวิทยาศาสตร์    และเทคโนโลยีดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างเพื่อการผลิตสินค้าปลอดสารพิษ  โดยให้บูรณาการการทำงานในเชิง          ประสิทธิภาพร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม นั้น  เมื่อวันที่ 28 กันยายน  2548  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เป็นประธานประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อพิจารณาการบูรณาการโครงการให้มีการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและได้ข้อสรุป ดังนี้ 

                        1. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นหน่วยงานกลางที่มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐาน         การวิเคราะห์ตรวจสอบสารปนเปื้อน  และพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร  ตลอดจนสร้างขีดความสามารถด้านการทดสอบและ  การเจรจาต่อรองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

                         2.  ห้องปฏิบัติการของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)  จะเป็นห้องปฏิบัติการต้นแบบ         ที่ดำเนินการเรื่องการวิจัยและให้บริการทดสอบ  โดยเชื่อมโยงการให้บริการร่วมกับห้องปฏิบัติการของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  สถาบันยานยนต์  สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  และสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน  และจะไม่มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน  

                         3. บูรณาการห้องปฏิบัติการของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)  ให้ได้รับการรับรองจากนานาชาติ  และสามารถเป็นผู้รับรองห้องปฏิบัติการของหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะได้รับการยกระดับต่อไป  

                        4. ในการดำเนินการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และสร้างขีดความสามารถในระยะแรกให้          ดำเนินการโดยงบประมาณของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไปพลางก่อน  สำหรับการจัดตั้ง        

 

ห้องปฏิบัติการให้สำนักงบประมาณจัดสรรจาก งบกลาง พ.. 2549  โดยด่วนต่อไป   ทั้งนี้  เพื่อให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเตรียมการรองรับระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการใช้วัสดุต้องห้ามและการนำกลับมาใช้ใหม่ (ระเบียบ Restriction of Certain Hazardous Substances : RoHS และระเบียบ Waste of Electrical and Electronic Equipment : WEEE) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม  2549  ได้อย่างทันการณ์ต่อไป               

 

13.  เรื่อง  การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงาน UNOPS ในประเทศไทย 

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหนังสือแลกเปลี่ยนฝ่ายไทยที่จะจัดทำกับ UNOPS ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงาน UNOPS ประจำภูมิภาคเอเชียในประเทศไทย  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ  โดยมอบหมายให้รัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว 

                        กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า  สำนักงาน United Nations Office for Project Services (UNOPS) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติแจ้งว่า  มีความประสงค์ที่จะย้ายสำนักงาน  UNOPS ประจำภูมิภาคเอเชียจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  มาตั้งในประเทศไทย  โดยจะมาอยู่รวมกับหน่วยงานสหประชาชาติอื่น                       ณ อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 

                        ซึ่งภารกิจหลักของ UNOPS คือการให้บริการคำปรึกษาด้านการบริหารจัดการในการดำเนินโครงการพัฒนาในสาขาต่าง ๆ ให้แก่องค์กรของสหประชาชาติและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ  ตลอดจนหน่วยงานรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่ยังไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง  โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติหรือสถาบันระดับชาติ  ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี  โดยการดำเนินการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์  การจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญ  การบริหารการเงิน  และการกำกับดูแลโครงการอันเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ

                          กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า  การย้ายสำนักงานภูมิภาคของ UNOPS มาตั้งในประเทศไทย  จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในด้านต่าง ๆ  ดังนี้

                        1. สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและศูนย์การประชุมระหว่างประเทศ 

 ย็น

                        2. ก่อให้เกิดการจ้างงานในส่วนที่เป็นบุคลากรท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักงานหรือภายใต้งานบริหารโครงการต่าง ๆ ของ UNOPS

                         3. สร้างโอกาสแก่ภาคเอกชนไทยในการเข้าร่วมประมูลงานหรือการรับช่วงในโครงการที่ UNOPS บริหาร

จัดการหรือดำเนินการ  รวมถึงการจัดหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในโครงการเหล่านั้น เช่น โครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 

                        4. ช่วยให้การประสานงานระหว่างส่วนราชการไทยกับ UNOPS มีความสะดวกและร่วมมือกันใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งโอกาสที่ทางการไทยจะใช้ประโยชน์จาก UNOPS เพิ่มมากขึ้นด้วย 

                         5. เพิ่มความสะดวกในการประสานงานการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่ UNOPS รับบริหารจัดการให้กับ          องค์กรของสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย 

                         โดยข้อตกลงในการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าวสามารถทำได้ในรูปแบบของการทำหนังสือแลกเปลี่ยน           ระหว่างกัน (Exchange of Letters)

                        ในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยในการจัดตั้งสำนักงาน UNOPS ในประเทศไทยตามที่ปรากฏในร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (Exchange of Letters) เป็นเรื่องการให้เอกสารสิทธิ์และความคุ้มกันแก่สำนักงานและบุคลากรของ UNOPS ที่เข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย  โดยเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยเอกสารสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ  ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธุ์ ค.. 1946 ซึ่งไทยได้เข้าเป็นภาคีและใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาให้

เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่องค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติที่เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย  และรัฐบาลไทยได้ออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.. 2504 เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับนี้

 

14.  เรื่อง  โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (การจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี

               เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม  2548)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (การจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม  2548) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ  โดยให้กำหนดเงื่อนไขในการทำสัญญาปฏิบัติงานชดใช้ทุนเป็นระยะเวลา 12 ปี  หรือชดใช้เงิน 2,000,000 บาท  ในกรณีผิดสัญญา  สำหรับเรื่องงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่เห็นว่าควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน               เช่นเดียวกับโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม  ซึ่งได้ดำเนินการอยู่แล้วในอัตรา 300,000 บาทต่อคนต่อปี  ดังนั้น  หากโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเดิม  เห็นควรให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ         ต่อไป  โดยขอให้นำหลักการของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (Income Contingent Loan : ICL) มาดำเนินการ  เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากประโยชน์ที่จะได้รับตามโครงการดังกล่าวโดยไม่เกิดความลักลั่น

                         สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ เช่น งบลงทุน  และค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มอัตรากำลังอาจารย์ที่จะต้องสนับสนุนเพิ่มเติมจากที่รัฐบาลได้จัดสรรไว้ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มฯ เห็นควรให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำรายละเอียด               ความเหมาะสมและเป็นไปอย่างประหยัด  โดยเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป 

                        ส่วนเรื่องการกำหนดตำแหน่งข้าราชการเพื่อรองรับแพทย์โครงการดังกล่าว  และกรณีมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการพัฒนาด้านสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการแพทย์เพิ่มขึ้น  ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงาน

.. ที่ว่า  การกำหนดตำแหน่งข้าราชการเพื่อรองรับแพทย์ของโครงการที่จะสำเร็จในแต่ละปี  ให้กระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการตำแหน่ง จำนวน 179,175 ตำแหน่ง  ที่มีอยู่ในกระทรวง  โดยอาจปรับเปลี่ยนสายงานให้เหมาะสม  และดำเนินการบรรจุในตำแหน่งว่างที่มีอยู่  หากไม่เพียงพออาจขอให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคน

ภาครัฐ (คปร.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในแต่ละปีคืนให้กับกระทรวงสาธารณสุข  หรืออาจ

ขอให้คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) พิจารณากำหนดตำแหน่งพนักงานราชการให้ตามความเหมาะสม         และจำเป็น  ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาด้านสุขภาพ  ควรจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้

ความเห็นชอบเป็นกรณี ๆ ไป

                         ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นเพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย ดังนี้

                        1. ควรกำหนดแผนการสร้างระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพของแพทย์ที่ผลิตเพิ่ม  เพื่อลดอัตราการสูญเสียแพทย์ออกนอกระบบบริการของภาครัฐ

                         2. การแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในระยะสั้นควรดำเนินการดังนี้ 

                                                2.1 สร้างแรงจูงใจให้แพทย์ไทยที่อยู่ต่างประเทศกลับมาเป็นอาสาสมัครไปรักษาผู้ป่วยตามโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น 

                                                2.2 ควรพิจารณาหาแนวทางใช้ประโยชน์แพทย์ไทยที่จบจากต่างประเทศให้มากขึ้น 

                        3. ควรพิจารณาทบทวนการเพิ่มการผลิตแพทย์ในสถาบันที่จะเกิดขึ้นใหม่เป็นเฉพาะกรณีตามความพร้อมของสถาบันนั้น ๆ 

 

15.  เรื่อง รายงานสรุปผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2548 ของ

ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สรุปสาระสำคัญดังนี้

                        1. ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2548  เปรียบเทียบกับเป้าหมาย 

                            ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเงินจากคลังทั้งสิ้น 1,103,522 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.79 ของวงเงินงบประมาณ 1,176,600 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายอยู่ร้อยละ 1.79 (93.79 – 92.00)  และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการเบิกจ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อนสูงกว่าร้อยละ 1.41  (93.79 –92.38) และรายจ่ายลงทุน จำนวน 206,726 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.72 ของวงเงินงบประมาณ 276,664 ล้านบาท     

            2. ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2548  จำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจ  

                    

                        ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเงินจากคลังทั้งสิ้น 1,118,622 ล้านบาท หรือร้อยละ 93.22 ของ

วงเงินงบประมาณ 1,200,000 ล้านบาท จำแนกเป็น

                        2.1 รายจ่ายประจำ

                            ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 901,796 ล้านบาท หรือร้อยละ 99.65 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ 904,936 ล้านบาท  ต่ำกว่าอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำในช่วงระยะเวลาเดียวกันของ   ปีงบประมาณก่อนเท่ากับร้อยละ 0.24 (99.89-99.65)

                        2.2 รายจ่ายลงทุน

                            ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน 216,826 ล้านบาท  หรือร้อยละ 73.48 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน 295,064 ล้านบาท สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อนเท่ากับร้อยละ 3.64 (73.48-69.84)

                              หากไม่รวมงบกลาง  รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ  (23,400 ล้านบาท) จะมีการเบิกจ่ายเงินจากคลังจำนวน  206,726 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.72 ของ

วงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน (276,664 ล้านบาท) สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดในอัตราร้อยละ 72.00

เท่ากับร้อยละ 2.72

                        3. ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548  จำแนกตามกระทรวง

                         ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2548 ปรากฏว่ากระทรวงที่มีอัตราการเบิกจ่ายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กระทรวงการคลัง หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ และกระทรวงแรงงาน มีอัตราการเบิกจ่ายต่อวงเงินงบประมาณเท่ากับ  98.54  98.20 และ 97.86 ตามลำดับ สำหรับกระทรวงที่มีอัตราการเบิกจ่ายต่ำสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรม มีอัตราเบิกจ่ายต่อวงเงิน

งบประมาณเท่ากับ 37.17  65.55 และ 75.00 ตามลำดับ

                        4. ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เพิ่มเติม  จำนวน 50,000 ล้านบาท

                        ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2548         เพิ่มเติมแล้วจำนวน 21,153 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.31 ของวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ จำนวน 2,453 ล้านบาท รายการค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านหรือชุมชน จำนวน 9,150 ล้านบาท เงินอุดหนุนให้องค์กรปกครอง   ส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จำนวน 4,599 ล้านบาท และเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือ   จำเป็น  จำนวน 4,951 ล้านบาท

                        5. ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 รวมงบประมาณรายจ่าย

เพิ่มเติม    สิ้นเดือนกันยายน 2548  ในภาพรวมจำนวน  1,250,000  ล้านบาท

                                 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเงินจากคลังทั้งสิ้น 1,139,775 ล้านบาท  หรือร้อยละ 91.18            ของวงเงินงบประมาณ (1,250,000 ล้านบาท)

                                          6. การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนของหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรรายจ่ายลงทุนเกิน  1,000 ล้านบาท

                                                            ในปีงบประมาณ พ.. 2548 มีหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งหมด จำนวน 264 แห่ง ซึ่ง           มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนจำนวน 295,064 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 20 แห่ง จะมีวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนรวม 219,005 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74.22 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนทั้งประเทศ  โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2548 ปรากฏว่าหน่วยงานในกลุ่มนี้เบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน จำนวน 170,909 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 78.04 ของวงเงินงบประมาณ        รายจ่ายลงทุนของกลุ่ม (219,005 ล้านบาท)

 

16.  เรื่อง  การติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ) รายงานการติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิ  เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2548 โดยได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ  สมาชิกสภา -      

ผู้แทนราษฎร  หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ   ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิเพื่อรับทราบ          สถานการณ์ความแห้งแล้งและความต้องการการช่วยเหลือของจังหวัด  รวมทั้งได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สรุปได้ดังนี้

ความต้องการความช่วยเหลือ

ข้อสั่งการ

1. ขอให้กรมชลประทานเร่งรัดการก่อสร้างเขื่อนโปร่ง          ขุนเพชร

2. ขอให้สำรวจและปรับปรุงแหล่งน้ำอื่น ๆ เช่น ลำปะทาว

ห้วยหินลับมีด  ลำละพุงเหนือ  เป็นต้น  เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ

3. ขอให้ศึกษาการผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่น ๆ เช่น ลำสนธิ  มาใช้ในเขตจังหวัดชัยภูมิ

4. ขอสนับสนุนงบประมาณในการขุดลอกหนองสามหมื่น

5. ขอสนับสนุนการทำฝนหลวงในเขตจังหวัดเพิ่มขึ้น

6. ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มจังหวัดชัยภูมิเข้าไปไว้ในแผนการปรับปรุงระบบประปา ระยะที่ 1 (ตุลาคม 2548-พฤษภาคม 2549)

 

1. ให้กรมชลประทานเร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชรและศึกษาความเหมาะสมในภาพรวมของการพัฒนาลุ่มน้ำอื่น ๆ  ทั้งระบบให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2. โครงการขุดลอกหนองสามหมื่น หากดำเนินการศึกษาออกแบบแล้วเสร็จให้เร่งรัดในการของบประมาณเพื่อดำเนินการ

3. ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามความต้องการของจังหวัดเกี่ยวกับการทำฝนหลวง

4. ให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการในการขอเพิ่มเติมจังหวัดชัยภูมิเข้าไว้ในแผนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 

                        นอกจากนี้  ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอคอนสาร ดำเนินการสำรวจและพัฒนาถ้ำสิงโตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดและให้จัดทำ Roadmap เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเขตจังหวัดด้วย

 

17.  เรื่อง  รายงานสรุปผลการตรวจราชการเพื่แก้ไขปัญหาอุทกภัยและการช่วยเหลือราษฎรในเขตตรวจ        

               ราชการที่ 1

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ) รายงานสรุปผลการตรวจ          ราชการเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการช่วยเหลือราษฎรในเขตตรวจราชการที่ 1 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน และแพร่ เพื่อติดตามสถานการณ์ และการแก้ไขปัญหาอุทกภัย 

รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดลำปาง และเชียงใหม่ โดยได้ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด           ทุกจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 1 และได้สรุปผลการตรวจราชการจากการเกิดพายุโซนร้อนคอมเรย  สรุปดังนี้

                        1. สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดพะเยา น่าน ลำพูน แพร่ เชียงราย ขณะนี้สถานการณ์โดยภาพรวมเข้าสู่ สภาวะปกติ ได้มีการช่วยเหลือราษฎรรวมทั้งการฟื้นฟูบูรณะอาคารสถานที่ และโครงสร้างพื้นฐานให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

                        2. สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดลำปางขณะนี้เหลือพื้นที่อำเภอเถิน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด แต่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าและได้รับความร่วมมือจากประชาชนในเรื่องการเตือนภัย คาดว่าสถานการณ์ไม่น่ารุนแรง

                        3. สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่เสียหายอยู่ที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอปาย และอำเภอ               ปางมะผ้า มีดินปนทรายบนยอดเขาไหลลงมาท่วมบ้านเรือนราษฎร และทางหลวงหลายสาย  ขณะนี้หน่วยงานได้เข้าไป             แก้ไขแล้ว ถ้าไม่มีฝนตกเพิ่มน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้เสียชีวิต

                        4. สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดคาดว่าระดับน้ำจะลดลงสู่สภาวะปกติในวันนี้ ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าพื้นที่ไปเก็บกวาดทำความสะอาด และเร่งสูบน้ำพื้นที่ท่วมขัง คืนสู่แม่น้ำ สำหรับจังหวัด   เชียงใหม่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

                        สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหา  มีดังนี้

                        1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องเร่งแก้ปัญหาดินปนทรายบนยอดเขาที่มากับกระแสน้ำไหลบ่าเข้าท่วม         บ้านเรือนราษฎร ควรเร่งรัดการปลูกป่าให้คลุมดินโดยเฉพาะพื้นที่บางแห่งบนเขา เพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะผิวดินทำให้ดินเสื่อมสภาพ

                        2. จังหวัดลำปาง ควรมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาเสริมผนังกันน้ำริมตลิ่งให้สูงขึ้นและพิ่มความกว้างของลำน้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมในเขตเมือง รวมทั้งการพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอย แม่ปาน  แม่ปาย ซึ่งอยู่ตอนบนของอำเภอเมืองลำปาง เพื่อช่วยกักเก็บน้ำเสริมเขื่อนกิ่วลมเพื่อไม่ต้องระบายน้ำล้นจากเขื่อนมาท่วมพื้นที่ตอนใต้ของจังหวัดลำปางอีกต่อไป

                                               

                        3. จังหวัดเชียงใหม่ ควรมีการจัดทำแผนแม่บทในการป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่โดยเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเมือง สภาพจิตใจเพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว ควรมีการขุดลอกเพื่อเพิ่มเติมพื้นที่เก็บกักน้ำในลำน้ำปิง ควรมีการแก้ไขปัญหาการบุกรุกต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอัตราความเร็วของกระแสน้ำ ควรมีการทำเขื่อนริมตลิ่ง และยกระดับถนนเลียบ        น้ำปิงให้เป็นแนวกั้นน้ำในตัว  โดยดูแลด้านภูมิทัศน์ไปพร้อมกัน ในระยะยาวควรมีการพัฒนาจัดระบบระบายน้ำออกจาก  แม่น้ำปิงในช่วงเวลาที่ระดับน้ำสูงไปยังพื้นที่กักเก็บน้ำที่ควรมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในตอนบนของแม่น้ำปิง

                       

18.  เรื่อง  ผลการปฏิบัติราชการตรวจเยี่ยมพื้นที่ 14 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ของ     

               รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

                    คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการปฏิบัติราชการตรวจเยี่ยมพื้นที่ 14 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และมีมติดังนี้

                        1.  รับทราบประเด็นปัญหาและแนวทางข้อสั่งการในการแก้ไขปัญหาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปเร่งดำเนินการและรายงานรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ)  ซึ่งกำกับดูแลกลุ่มจังหวัดโดยตรง

                        2.  ให้จังหวัดกาฬสินธุ์ปรับเปลี่ยนงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) และงบโครงการพัฒนา     ศักยภาพของหมู่บ้าน (SML) ดำเนินแผนงาน/โครงการ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด

                        3.  ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงสาธารณสุข  และกระทรวงคมนาคม นำแผนงาน/โครงการขนาดใหญ่ไปพิจารณาผนวกใน Mega projects ตามแผนของกระทรวงให้จังหวัดติดตามและประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันแผนงาน/โครงการ ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

                        ผลการตรวจเยี่ยมพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

                        1.  ปัญหาหลักที่สำคัญของพื้นที่

                             1.1  จากการตรวจเยี่ยมพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี สรุปประเด็นปัญหาโดยรวมของจังหวัดได้ดังนี้คือ ปัญหาน้ำ (น้ำท่วม  น้ำแล้ง) ปัญหาการคมนาคมขนส่ง  ปัญหาที่ดินทำกิน  ปัญหาด้านสังคม และปัญหาอื่น ๆ  ในด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนาอาชีพ/OTOP ของประชาชน

                             1.2  ประเด็นปัญหาตามข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์        การพัฒนาจังหวัด

                             1.3  หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบขาดกลไกการจัดการปัญหาเร่งด่วนอย่างเป็นระบบ เช่น ปัญหาคมนาคม  ปัญหาพัฒนาแหล่งน้ำ  ฯลฯ  ควรตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดทำแผนงาน/โครงการสาขาที่เกี่ยวข้องและ            เรียงลำดับความสำคัญเพื่อเป็นกรอบในการพิจารณางบประมาณ

                        2.  ข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีดังนี้

                             2.1  การแก้ไขปัญหาน้ำ

                                    แนวทาง  ควรดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติที่ตื้นเขิน ทำแก้มลิง และสร้างฝายในลำน้ำ โดยโครงการขนาดใหญ่ให้พิจารณาบรรจุไว้ในแผน Mega projects การพัฒนาลุ่มน้ำ/โครงการขนาดเล็ก ให้ใช้งบจังหวัดแบบบูรณาการ สำหรับน้ำอุปโภคบริโภคให้จัดทำแผนงาน/โครงการบรรจุเข้าในแผนพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  พล..ธรรมรักษ์  อิศรางกูร ณ อยุธยา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบให้กรมชลประทานดำเนินการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการยกระดับพนังกั้นน้ำและปรับปรุงประตูระบายน้ำเขตน้ำชี อำเภอกมลาไสย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

                                    (2)  นายสมชาย  สุนทรวัฒน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบให้กรมชลประทานสำรวจออกแบบและให้ความสำคัญกับโครงการฝายกั้นน้ำลำพะยัง อำเภอกุฉินารายณ์

                                    (3)  นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสังกะ อำเภอคำม่วง ให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน

                                    (4)  นายยงยุทธ  ติยะไพรัช  มอบให้กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับกิ่งอำเภอฆ้องชัยจัดทำแผนบริหาร จัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เป็นโครงการนำร่องการจัดการน้ำของลุ่มน้ำลำปาวตอนล่าง

                                   

                                    (5)  นายวิษณุ  เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี มอบให้กรมชลประทานประเมินราคาโครงการ       ขุดลอกหนองแจ้ง อำเภอนามน เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของการดำเนินการต่อไป

                                    (6)  พล...ชิดชัย  วรรณสถิตย์  รองนายกรัฐมนตรี มอบให้กรมทรัพยากรน้ำจัดลำดับ         ความสำคัญโครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของอำเภอหนองกุงศรี และให้ดำเนินการภายใต้แผน Mega projects การบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ

                            2.2  การแก้ไขปัญหาคมนาคมขนส่ง

แนวทาง  ดำเนินการปรับปรุงถนนลาดยางตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท ให้ครอบคลุม     ทุกอำเภอ และก่อสร้างปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และแหล่งท่องเที่ยว เพื่ออำนวย                ความสะดวกในการสัญจร และการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายวิษณุ  เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมทางหลวงไปสำรวจเพื่อซ่อมแซมเส้นทางสาย 2336 หนองผ้าอ้อม-กุฉินารายณ์

(2)  พล...ชิดชัย  วรรณสถิตย์  รองนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการดังนี้

-  ให้กรมทางหลวงชนบทศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงถนนในอำเภอหนองกุงศรี เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบประมาณการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ

-  ให้กรมชลประทานร่วมกับกรมทางหลวงศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการถนนและสะพานข้ามลำปาว เชื่อมอำเภอหนองกุงศรีกับอำเภอเมือง

                                    (3)  นายไชยยศ  สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้จังหวัดสนับสนุนการ     ปรับปรุงถนนลาดยางในอำเภอห้วยผึ้ง โดยงบประมาณบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด

                                    (4)  พล..ธรรมรักษ์  อิศรางกูร ณ อยุธยา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้กรมทางหลวงขยายถนนทางหลวงหมายเลข 2367 บริเวณตลาดสดเทศบาลหนองแปน ระยะทาง 1 กม. เพื่อลดอุบัติเหตุ

                                    (5)  นายประวิช  รัตนเพียร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เห็นควรสนับสนุนโครงการก่อสร้างถนนลาดยางสายบ้านโพนสว่าง-บ้านกุดสิบคุ้มใหม่ และโครงการก่อสร้างถนนลาดยาง           สายกุฉินารายณ์-เขาวง โดยมอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปพิจารณาดำเนินการ

                                    (6)  นายวราเทพ  รัตนากร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เห็นควรสนับสนุนโครงการ     เร่งด่วนก่อสร้างถนนลาดยาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวจากบ้านโนนกกโพธิ์-ตำบลสะอาดไชยศรี ถึงน้ำตกไทรย้อย บ้านสาย   ป่าแดง กิ่งอำเภอดอนจาน

                            2.3  การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน

แนวทาง  แก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐในเขตป่าสงวน              เขตอ่างเก็บน้ำ เขต สปก. และพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยเร่งรัดตรวจสอบกรรมสิทธิ์เพื่อออกเอกสารสิทธิ์ให้ราษฎร

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายวิษณุ  เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตรวจสอบที่ทำกินในเขตป่าสงวน       โดยดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาการบุกรุกเข้าทำกินในป่าสงวนเป็นกรณี ๆ โดยให้ผู้ทำกินที่อยู่   มานานและดูแลรักษาป่าให้อยู่ได้ และสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้

                                    (2)  นายรุ่ง  แก้วแดง  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาเอกสาร-สิทธิ์ในลักษณะภาพรวมระดับประเทศ

                                    (3)  พล..ชัยนันท์  เจริญศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มีการพิสูจน์สิทธิ์โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม

                                    (4)  นายปรีชา  เลาหพงศ์ชนะ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดหลักเกณฑ์การออกเอกสารสิทธิ์ และดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ให้ราษฎร

                                    (5)  นายสุรนันทน์  เวชชาชีวะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กำหนดแนวเขตที่ดินในเขตอ่างเก็บน้ำลำปาว เพื่อให้ราษฎรเช่าทำกินและสามารถนำสิทธิ์การเช่าไปแปลงเป็นทุนเพื่อพัฒนาการผลิตได้

                                    (6)  นายอดิศร  เพียงเกษ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ในตำบลอีตื้อ อำเภอยางตลาด เพื่อพิจารณาจัดสรรให้ราษฎร

                                   

                                    (7)  นายประวิช  รัตนเพียร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้จังหวัดเร่งรัดจัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินสาธารณะพื้นที่กิ่งอำเภอนาคู ที่มีข้อโต้แย้งกรรมสิทธิ์และมีข้อยุติจากคำพิพากษาของศาลแล้ว

                            2.4  การแก้ไขปัญหาด้านสังคม

แนวทาง  ด้านการศึกษา สร้างโอกาส เพิ่มทางเลือกการศึกษา พัฒนาคุณภาพโรงเรียน เป็น   โรงเรียนในฝันทุกอำเภอ ปรับปรุงอาคารเรียน สภาพแวดล้อม จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ และแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายวิษณุ  เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการรับไปพิจารณาความเป็นไปได้การจัดตั้งวิทยาเขตหลักในอำเภอเมือง ของมหาวิทยาลัยราชภัฎกาฬสินธุ์ และการเพิ่มคณะวิชา

                                    (2)  นายอดิศร  เพียงเกษ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้หน่วยงานที่        เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาความเหมาะสมในการปรับครูอัตราจ้างเป็นพนักงานของรัฐ

แนวทาง  ด้านสาธารณสุข  ปรับปรุงและก่อสร้างโรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุขใน        ทุกอำเภอให้เพียงพอและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายอดิศร  เพียงเกษ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับไปประสานกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันก่อสร้างตึกอุบัติเหตุโรงพยาบาลยางตลาด

                                    (2)  นายยงยุทธ  ติยะไพรัช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ประสานกระทรวงสาธารณสุขเร่งผลักดันให้มีโรงพยาบาลประจำอำเภอ ในกิ่งอำเภอฆ้องชัย

แนวทาง  ด้านสิ่งแวดล้อม  ให้มีระบบการกำจัดขยะ และป้องกัน ดูแลมลพิษทางกลิ่นจาก        โรงงานมันสำปะหลัง

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายยงยุทธ  ติยะไพรรัช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคร่วมกับกิ่งอำเภอฆ้องชัย และ 5 อบต. ศึกษาแนวทางการจัดตั้ง           ศูนย์การจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตรายแบบรวมกลุ่ม เป็นโครงการนำร่องของจังหวัด

                             (2)  นายโกสินทร์  เกษทอง  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบโรงงานมันสำปะหลังส่งกลิ่นรบกวน

                            2.5  การแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ประกอบด้วย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาอาชีพเสริม สินค้า OTOP ปัญหายาเสพติด และปัญหาราษฎรยังไม่ได้รับเงินชดเชยน้ำท่วมปี 2547

                                    ข้อสั่งการ 

                                    (1)  นายสุรนันทน์  เวชชาชีวะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบจังหวัดประสาน อปท. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกันทั้งจังหวัด และมอบกรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับจังหวัดประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ และให้พัฒนาศูนย์จำหน่ายสินค้า OTOP ของอำเภอ พัฒนาหีบห่อบรรจุภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสินค้า

                                    (2)  นายรุ่ง  แก้วแดง  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนโครงการพัฒนาสถานที่ขายสินค้า OTOP ในพื้นที่ ตำบลโสกหินขาว อำเภอห้วยเม็ก

                                    (3)  พล..ชัยนันท์  เจริญศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบ ปปส. ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณแก่ศูนย์สงเคราะห์ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ตำบลภูดิน อำเภอเมือง

                                    (4)  นายยงยุทธ  ติยะไพรัช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับประสานดำเนินการต่อในเรื่องที่ราษฎรยังไม่ได้รับเงินชดเชยน้ำท่วมปี 2547 ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 แล้ว

                                    (5)  นายสรอรรถ  กลิ่นประทุม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ให้เร่งรัดจัดสรร งบประมาณของหน่วยงานสาธารณสุขโดยเร่งด่วน เพื่อให้มีการจัดสร้างโรงพยาบาลให้ครบทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ให้ครบตามนโยบายของรัฐบาล

พล...คงศักดิ์  วันทนา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ ส..ในเขตพื้นที่ ใช้เครื่องจักรกลที่ได้รับการสนับสนุนจากงบ CEO ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินและโครงการไร่นาสวนผสมกับเกษตรกรในอำเภอสมเด็จ เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างการแก้ไขความยากจนอย่างยั่งยืนและการประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร
                                    (6) พล.อ.อ. คงศักดิ์ วันทนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ สส.ในเขตพื้นที่ใช้เครื่องจักรกลได้รับการสนับสนุนจากงบ CEO ที่ผ่านมาเพื่อดำเนินโครงการจัดรูปแบบที่ดิน และโครงการไร่นาส่วนผสมกับเกษตรกรในอำเภอสมเด็จ เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนและการประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร

                                                                       

19.  เรื่อง  มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่

               ประสบอุทกภัยปีการผลิต 2547

                   คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

การเกษตรที่ประสบอุทกภัยปีการผลิต 2547ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบและอนุมัติดังนี้

                        1. เห็นชอบในหลักการตามมาตรการพิเศษในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)  ที่ประสบอุทกภัยปีการผลิต 2547 ตามที่คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

การเกษตรเสนอมา

                        2. อนุมัติงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ของเกษตรกรให้แก่ ธ.ก.ส. ในการดำเนินมาตรการพิเศษ         ดังกล่าว โดยให้มีการชดเชยแก่  ธ.ก.ส. เป็นปี ๆ ไป ตามข้อเท็จจริงภายใน 3 ปี  ในวงเงินรวม 227.85 ล้านบาท  โดยให้

ธ.ก.ส. พิจารณาเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงบประมาณที่ว่า หาก ธ.ก.ส.  มีฐานะทางการเงินดีขึ้น  ให้ ธ.ก.ส. รับภาระเพิ่มขึ้น   ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของรัฐบาลในการชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง  ไปดำเนินการด้วย  ทั้งนี้ ให้ตรวจสอบและระมัดระวังปัญหาเกษตรกรรายเดียวกันได้รับความ           ช่วยเหลือและการชดเชยซ้ำซ้อนด้วย           

                        ทั้งนี้  กระทรวงการคลังรายงานว่า ในปีการผลิต 2547 ได้เกิดอุทกภัยทั่วประเทศ  เป็นผลให้เกษตรกรที่

เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว มีทั้งแบบไม่รุนแรง

(ผลผลิตได้รับความเสียหายไม่ถึงร้อยละ 50 ของผลผลิตที่ได้รับตามปกติ)  และแบบรุนแรง (ผลผลิตได้รับความเสียหาย         ตั้งแต่ร้อยละ 50 ของผลผลิตที่ได้รับตามปกติ) คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2547 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการพิเศษในการให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่ประสบอุทกภัยรุนแรงปีการผลิต 2547

ใน 23 จังหวัด จำนวน 13,583 ราย ดังนี้

                        1. กรณีเกษตรกรมีหนี้เงินกู้ตามสัญญาเดิมก่อนประสบภัย

                                                (1) เกษตรกรประสบภัยจนเสียชีวิต ไม่สามารถชำระหนี้ได้  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์               การเกษตร จะจำหน่ายออกจากบัญชีเป็นหนี้สูญ ธ.ก.ส. ได้สำรวจเป็นรายบุคคลแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าเสียชีวิต

                                                (2) เกษตรกรที่มีหนี้เงินกู้เพื่อทำการผลิต  และ/หรือ เพื่อการลงทุน  (ไม่รวมหนี้เงินกู้โครงการนโยบายรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ยลดหย่อนมากกว่าหลักเกณฑ์ปกติของ ธ.ก.ส.) จะให้พักชำระหนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่

31 มีนาคม 2550  โดยขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนในอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีเลิศ  ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับเกษตรกรลูกค้ารายย่อย

                        2. กรณีเกษตรกรมีความประสงค์จะขอกู้เงินสัญญาใหม่เพื่อฟื้นฟูการผลิต ธ.ก.ส. จะให้กู้ในวงเงินรายละ ไม่เกิน 30,000 บาท และลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามอัตราปกติลงร้อยละ 3 ต่อปี  กำหนดชำระคืนเป็นรายปีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี โดย ธ.ก.ส. ขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้จากการลดอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี

                        ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส. ตามมาตรการพิเศษดังกล่าวประมาณ 227.84 ล้านบาท  สำหรับ ธ.ก.ส. ได้รับภาระไว้เอง 76.68 ล้านบาท ในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้เดิมที่เกินร้อยละ 6.50 ต่อปี

                        ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นว่า  การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยตามมาตรการพิเศษที่ ธ.ก.ส. เสนอ มีหลักการเช่นเดียวกับมาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยปีการผลิต 2544-2546 ซึ่งการช่วยเหลือ

ดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

 

20.  เรื่อง  ขออนุมัติโครงการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกีฬาและการศึกษา

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติโครงการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกีฬาและการศึกษา

ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

งบประมาณ พ.. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 70 ล้านบาท  เพื่อดำเนินการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกีฬาและการศึกษา  โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็น ความเหมาะสมและโดยประหยัดต่อไป และอนุมัติในหลักการให้

ก่อหนี้ผูกพันก่อนได้รับอนุมัติงบประมาณตามที่เสนอ สำหรับค่าใช้จ่ายในการเตรียมการจัดประชุมที่จำเป็นต้องดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ พ.. 2548 ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายจากงบประมาณ

ปี พ.. 2548 ที่ได้รับไปดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

                        และให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการจัดประชุมดังกล่าวได้ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ  เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

                        ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกีฬาและการศึกษา ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2548

 

21.  เรื่อง  ขออนุมัติวงเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน  โครงการก่อสร้างทางหลวงเทศบาล 

                   สายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติวงเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน  โครงการก่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย  4   ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ    แล้วมี

มติเห็นชอบและอนุมัติ ดังนี้ 

                        (1) เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย  (กรุงเทพมหานคร)  ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงเทศบาลช่วงสองจากถนนวงแหวนรอบนอก  (กาญจนาภิเษก)  ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4

                        (2) อนุมัติวงเงินค่าทดแทนในเขตทางที่สอดคล้องกับการก่อสร้างช่วงสองในวงเงิน 2,304,633,930.- บาท (สองพันสามร้อยสี่ล้านหกแสนสามหมื่นสามพันเก้าร้อยสามสิบบาทถ้วน) โดยมีสัดส่วนเงินอุดหนุนรัฐบาล : สัดส่วนรายได้ของกรุงเทพมหานครในอัตรา 50:50   และหากมีความจำเป็นต้องเบิกจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 หรือ พ.ศ. 2549 ในสัดส่วนของรัฐบาลที่ยังไม่ได้จัดเตรียมงบประมาณรองรับไว้ก็ให้กรุงเทพมหานครใช้จ่ายจากเงินรายได้ของกรุงเทพมหานครไปก่อน  รวมทั้งให้กำหนดเงินอุดหนุนนี้ไว้ในสัดส่วนรายได้ขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้ของรัฐบาลตาม             พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ด้วย

                        ทั้งนี้  กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 พ.ศ. 2539  ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2539  สิ้นสุดอายุเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543  และพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนพุทธมณฑลสาย 4

พ.ศ. 2544   ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 และจะสิ้นสุดอายุบังคับใช้วันที่ 9 ตุลาคม 2548  ในการดำเนินการ

ช่วงแรกตามมติคณะรัฐมนตรี (ช่วงจากถนนจรัญสนิทวงศ์กับถนนวงแหวนรอบนอก)  ได้รับเงินงบประมาณเพื่อเบิกจ่าย

ค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน 763 แปลง โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง 399 หลัง)  เป็นจำนวน 2,718,420,000.51 บาท

(สองพันเจ็ดร้อยสิบแปดล้านสี่แสนสองหมื่นบาทห้าสิบเอ็ดสตางค์) ได้รับการจัดสรรรัฐบาลเต็มจำนวน 1,441,511,024.50 บาท   (หนึ่งพันสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันยี่สิบสี่บาทห้าสิบสตางค์)  และเงินรายได้ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,276,908,976 บาท (หนึ่งพันสองร้อยเจ็ดสิบหกล้านเก้าแสนแปดพันเก้าร้อยเจ็ดสิบหกบาท)  เบิกจ่ายเงินค่าทดแทนไปแล้ว จำนวน 2,375,453,279.25 บาท (สองพันสามร้อยเจ็ดสิบห้าล้านสี่แสนห้าหมื่นสามพันสองร้อยเจ็ดสิบเก้าบาทยี่สิบห้าสตางค์)  ส่วนที่เหลือได้มีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา  13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530   โดยการนำฝากธนาคารออมสินไว้ในบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกโดยแยกฝากเป็นบัญชีเฉพาะรายในนามของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน  (โดยกรุงเทพมหานคร) และอยู่ในขั้นตอนของการเบิกจ่าย ขณะนี้ได้เข้าครอบครองและ

ส่งมอบพื้นที่เพื่อการก่อสร้างแล้ว จำนวนร้อยละ 95 ของเนื้อที่ที่จะเวนคืน  สำหรับช่วงสองจากถนนวงแหวนรอบนอก

(ถนนกาญจนาภิเษก)  ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 เนื่องจากมีมติของคณะรัฐมนตรีให้ชะลอการก่อสร้างออกไปก่อน  ยังมิได้จัดกรรมสิทธิ์และจ่ายเงินค่าทดแทน ปรากฏว่า  ได้รับการร้องเรียนจากราษฎรผู้ถูกเวนคืนเป็นจำนวนมากว่าได้รับความเดือดร้อนอันเป็นผลจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน  ที่ทำให้ทรัพย์สินที่จะเวนคืนถูกรอนสิทธิไม่มีการจำหน่ายจ่ายโอน  และกรุงเทพมหานครยังไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนได้ ดังนั้น  เพื่อให้ความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเวนคืนในช่วงที่สอง  และเพื่อให้การเวนคืน การก่อสร้างโครงการถนนสายเชื่อมระหว่างถนนจรัญสนิทวงศ์ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 แล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการ ประกอบกับขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้นเป็นลำดับ  จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว

 

22. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ตามที่สำนักงาน    ก.พ.ร. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยให้แก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นไปตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ)  ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ  เครืองาม)

เป็นประธานในเรื่องการพิจารณากำหนดเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอนแทนของคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ในภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวควรประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี หรือ

รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานและมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง สำนัก

งบประมาณ เป็นต้น เป็นกรรมการ เพื่อจะได้พิจารณาความเหมาะสม อำนาจหน้าที่ ขีดความสามารถทางการเงิน ความ

จำเป็นและภารกิจของแต่ละองค์กรต่อไป และให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ ไปพิจารณาด้วยแล้วดำเนินการต่อไปได้

                        ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.. 2542 เกี่ยวกับการกำหนดกรอบและขอบเขตของหน่วยงานที่จะตั้งเป็นองค์การมหาชนใหม่ให้ชัดเจน ปรับปรุงกำหนดรูปแบบที่เป็นมาตรฐานของคณะกรรมการองค์การมหาชน รวมทั้งกำหนดแนวทางปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การมหาชนแต่ละแห่ง สามารถรองรับภารกิจของรัฐที่เพิ่มขึ้นได้ และสอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

 

23. เรื่อง การปรับปรุงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปรับปรุงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2548 ที่ให้ปรับปรุงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ  จากเดิมเป็นเงินวันละ 175 บาท เป็นวันละ 181 บาท ในทุกท้องที่ทั่ว                   ราชอาณาจักร โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดของ            ภาคเอกชนตามที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด และก่อให้เกิดความเสมอภาคแก่ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                       

24. เรื่อง  การมอบหมายเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การค้าโลกลงนามในร่างความตกลงการเข้าเป็น

              สมาชิก WTO ของซาอุดิอาระเบีย

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ร่างความตกลงสองฝ่ายระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบียในการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของซาอุดิอาระเบีย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว

                        กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าไทยได้ทำการเจรจาสองฝ่ายกับซาอุดิอาระเบียเพื่อรับซาอุดิอาระเบียเข้าเป็นสมาชิก WTO และสามารถสรุปผลการเจรจาสองฝ่ายและลงนามใน Agreed Minute เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างความตกลงสองฝ่ายระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบีย โดย

มอบอำนาจให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามในร่างความตกลง

สองฝ่ายดังกล่าว  แต่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ถอนเรื่องคืนไปก่อน ต่อมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง   เพื่อขอความเห็นชอบร่างความตกลงฯ และมอบอำนาจให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยฯ ลงนามในร่างความ ตกลงดังกล่าว แต่ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอขอถอนเรื่องนี้คืนไปก่อน โดยจะกลับไปทบทวนเรื่องนี้โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์สองฝ่ายระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบียด้วย

                        ขณะนี้ ซาอุดิอาระเบียได้สรุปผลการเจรจาสองฝ่ายกับทุกประเทศแล้ว โดยสามารถสรุปผลการเจรจากับสหรัฐฯ เป็นประเทศสุดท้าย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2548 โดยขั้นตอนต่อไป ฝ่ายเลขานุการของ WTO จะจัดทำ  Protocol of Accession ซึ่งจะรวบรวมผลการเจรจาสองฝ่ายที่ซาอุดิอาระเบียทำกับทุกประเทศเสนอให้ประเทศสมาชิกรับรองอย่างเป็นทางการ ในเดือนตุลาคม หลังจากนั้นอีก 30 วัน ซาอุดิอาระเบียจะเข้าเป็นสมาชิก WTO อย่างสมบูรณ์ สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบียนั้น ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้ โดยคำนึงถึงการที่สหรัฐฯ สรุปผลการเจรจาสองฝ่ายกับซาอุดิอาระเบียและคงเหลือประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ยังไม่ให้การรับรองซาอุดิอาระเบียเข้าเป็นสมาชิก WTO อย่างเป็นทางการ

                        ทั้งนี้ คาดว่าซาอุดิอาระเบียจะสามารถเข้าเป็นสมาชิก WTO อย่างเป็นทางการได้ในการประชุมระดับ

รัฐมนตรีองค์การการค้าโลกระหว่างวันที่ 13-18 ธันวาคม ศกนี้ ที่ฮ่องกง ดังนั้น เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดสินค้าและบริการของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาสองฝ่ายระหว่างซาอุดิอาระเบียกับไทยและสมาชิก WTO อื่น ๆ ตามหลักการ MFN ไทยจึงควรให้การรับรองซาอุดิอาระเบียเข้าเป็นสมาชิก WTO อย่างเป็นทางการก่อนการประชุมรัฐมนตรี WTO ที่ฮ่องกง ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเจรจาสองฝ่าย เช่น ด้านสินค้า ซาอุดิอาระเบียได้ลดภาษีสินค้า

ให้ไทยจำนวน 97 รายการ สินค้าสำคัญ เช่น ปลาทูนากระป๋อง กุ้ง เนื้อไก่ ข้าว สับปะรดกระป๋อง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ด้านการค้าบริการ ซาอุดิอาระเบีย เปิดตลาดให้ไทยเข้าไปจัดตั้งนิติบุคคลประกอบธุรกิจ สาขาวิชาชีพวิศวกรรม โฆษณา  ออกแบบ  และให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100 % ในสาขาก่อสร้าง การศึกษา  และร้านอาหาร เป็นต้น

 

25.   เรื่อง ขอความเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ

               ห้วยแม่ทิม ท้องที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่จำนวน 33-1-01 ไร่ ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ทิม จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (ฝ่ายสาธารณสุข การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ  จารุสมบัติ) เป็นประธาน ที่เห็นว่า เมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จให้กรมชลประทานคืนพื้นที่ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ยกเว้นพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและหัวงานที่กรมชลประทานต้องดูแลรักษา และถึงแม้พื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำไม่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 B แต่ก็เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งกรมชลประทานจะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายกำหนดด้วย และมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 ที่ให้กรมอุทยาน           ห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดตามว่ากรมชลประทานได้ดำเนินการตามที่ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ให้กรมชลประทานคืนพื้นที่ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อประกาศ           เป็นอุทยานแห่งชาติ ยกเว้นบริเวณที่กรมชลประทานต้องดูแลรักษา ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

 

26.   เรื่อง ขออนุมัติให้วันที่ 6 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันกำลังสำรองแห่งชาติ”

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงกลาโหมกำหนดให้วันที่ 6 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันกำลังสำรอง”

โดยมีการจัดกิจกรรมตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ  เครืองาม) เป็นประธาน

ที่เห็นว่าการจัดกิจกรรมของกระทรวงกลาโหมในวันนี้ควรเป็นการวางพานพุ่มสักการะและบำเพ็ญกุศล นอกจากนี้

ในการกำหนดวันใดเป็นวันสำคัญ หน่วยงานต่าง ๆ ก็อาจพิจารณากำหนดและจัดให้มีกิจกรรมภายในได้ตามความเหมาะสม

ยู่แล้ว ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้วันดังกล่าว เป็นวันสำคัญของกระทรวงกลาโหมโดยยังไม่ต้องกำหนดให้เป็นวันแห่งชาติ เพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่กำหนดได้ หากดำเนินการไประยะหนึ่งแล้วสามารถมีกิจกรรมร่วมกันกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ

ซึ่งสะท้อนคุณค่าและเกิดความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น ก็อาจขอกำหนดให้เป็นวันสำคัญแห่งชาติได้ในภายหน้า ไปพิจารณาด้วย

 

 

27.  เรื่อง  ภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่  2  และ

               จังหวัดกาฬสินธุ์

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่  2  และจังหวัดกาฬสินธุ์  ตามที่รองนายกรัฐมนตรี  (นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ) เสนอ แล้วมีมติดังนี้

                        1. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  กลุ่มที่  2  (กาฬสินธุ์  นครพนม  มุกดาหาร  สกลนคร)  ดังนี้

    (1) บทบาทและผลการพัฒนากลุ่มจังหวัด  เป็นฐานการผลิตการเกษตรที่สำคัญของภาค

ที่ผ่านมามูลค่าการเกษตรของกลุ่มจังหวัดมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาเกษตรของภาคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

จากร้อยละ 12.8  ในปี 2544  เป็นร้อยละ 14.1  ในปี 2547  คิดเป็นมูลค่า  10,306  ล้านบาท (ราคาคงที่)  และพื้นที่กลุ่มจังหวัดอยู่ในเส้นทางเศรษฐกิจสายตะวันออก-ตะวันตก  หรือ East West Economic Corridor (EWEC) ที่เชื่อมพม่า  ไทย สปป.ลาว  และเวียดนาม  โดยมีจุดผ่านแดนที่จังหวัดมุกดาหารซึ่งจะเป็นประตูสู่ประเทศในกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขง  เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญของภาค  สามารถเชื่อมโยงกับท่าเรือดานังในประเทศเวียดนามส่งสินค้าไปสู่ตะวันออกไกล

                                           (2) ศักยภาพและปัญหากลุ่มจังหวัด

                                                                        (2.1) ศักยภาพ  มีศักยภาพในการพัฒนาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรด้านการค้าและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านในอนุภาคลุ่มน้ำโขง  เนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์  มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และระบบ

ชลประทานหลายแห่ง   มีโรงงานแปรรูปผลิตการเกษตรขนาดใหญ่  มีสินค้าหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงและแหล่งฟอสซิสสัตว์

ดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์  และสามารถเชื่อมโยงสู่ตะวันออกไกลได้ตามเส้นทาง  EWEC  ข้ามแม่น้ำโขงที่มุกดาหาร  สู่ลาวและท่าเรือดานังในเวียดนาม

                                                                        (2.2) ปัญหา   ที่สำคัญคือ  1) ปัญหาความยากจนและช่องว่างการกระจายรายได้  ซึ่งสัดส่วน       คนจนต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 28.4  สูงกว่าภาคอื่นร้อยละ 17.2  โดยมีคนยากจนประมาณ  0.8  ล้านคน  ทั้งกลุ่มคนยากจนที่สุด  (กลุ่ม 20% ล่าง)  มีรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 4.7  ของรายได้ทั้งหมด  ขณะที่กลุ่มคนรวย (กลุ่ม 20% บน)  มีรายได้รวมกันคิดเป็นร้อยละ 52.3  ของรายได้ทั้งหมด   2) ฐานเศรษฐกิจยังแคบและเล็กที่สุดในภาคประมาณ  9.3 หมื่นล้านบาท           

คิดเป็นร้อยละ 12.1  ของภาคและมีอัตราการเติบโตต่ำเฉลี่ยร้อยละ 4.1 ต่อปีต่ำกว่าของภาคและประเทศ  ที่ร้อยละ 4.4  และ 6.1  ตามลำดับ   3)  คุณภาพการศึกษาต่ำที่สุดในภาค  เป็นผลให้ผลิตภาพแรงงานต่ำและลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 1.5  ต่อปี (2545-2547)  เหลือ  30,160  บาทต่อคน จัดเป็นกลุ่มที่มีผลิตภาพแรงงานต่ำเป็นลำดับรองสุดท้ายของภาค  และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 3.4  เท่า

                                                (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด    จึงมุ่งที่การแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ควบคู่ไปกับการขยายฐานเศรษฐกิจและเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต   โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ

                                                                        (3.1) การสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนจน  ซึ่งมีแนวทางคือ 1) นำที่สาธารณะ  ป่าเสื่อมสภาพ  ที่นิคมสร้างตนเอง  ที่ราชพัสดุและอื่น ๆ ปรับปรุงให้คนจนเข้าทำเกษตรแบบประณีตโดยบริหารจัดการบน

หลักเกณฑ์  หรือให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรเช่าและร่วมกับเกษตรกรยากจนผู้ที่ไม่มีที่ดินเข้าทำการผลิต 

2)  ส่งเสริมอุตสาหกรรมชนบทขนาดย่อม  3) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า  OTOP  จำพวกอาหารและผลิตภัณฑ์ไหมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน  4) เร่งดำเนินการตามโครงการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาล  5) บูรณาการทุกภาคส่วนใน

การแก้ปัญหาความยากจน

                                                                        (3.2) การปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม   มีแนวทางคือ 1) เร่งให้เกษตรกรปรับโครงสร้างการผลิตสู่การผลิตที่ให้ผลตอบแทนสูง   2) ปรับการผลิตในพื้นที่ชลประทานเป็นเกษตร

ก้าวหน้า 3) ส่งเสริมเป็นเขตอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตร   4) พัฒนาห่วงโซ่การผลิต  (Value Chains) 

สินค้าเกษตรให้มีความสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ   5) พัฒนาแหล่งน้ำและระบบบริหารจัดการให้ทั่วถึงเป็นระบบ

ทั้งลุ่มน้ำชีตอนกลางและลุ่มน้ำโขง   6) ส่งเสริมให้มีศูนย์เครื่องจักรชุมชน  ศูนย์วิจัยพัฒนาและเรียนรู้สำหรับเกษตรกรในจังหวัด

                                                                        (3.3)  การพัฒนาการท่องเที่ยว  การค้าและการลงทุนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 

มีแนวทางคือ   1)  ยกมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มและเชื่อมโยงกับของเพื่อนบ้าน   2) ร่วมมือผลิต  (Co-Production)  สินค้าเกษตรกับ สปป.ลาว  3) เจรจากับ สปป.ลาว  ปรับปรุงกฎระเบียบการผ่านแดน  4) ตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการค้า  การลงทุน  และการท่องเที่ยว  (Incubation Center)  5) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก  ถนน 

รางรถไฟ  ศูนย์กระจายสินค้า  พร้อมทั้งระบบโทรคมนาคมและสารสนเทศ

                                                                        (3.4)  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิต  มีแนวทางคือ  1) ยกคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน  2) เพิ่มองค์ความรู้และขีดความสามารถการให้บริการวิชาการของสถาบันการศึกษา  3) เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการและความรู้ทักษะฝีมือแรงงานในกลุ่มและอนุภาคลุ่มน้ำโขง  4) เพิ่มขีดความสามารถการให้บริการสาธารณะสุข 

5) เฝ้าระวัง  ป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

                        2. เห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก

เฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 2   ดังนี้

                                                2.1 ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพการเกษตรและสร้างโอกาสการมีงานทำควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายให้กับคนยากจนในชนบท  ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการเร่งรัดจัดที่ดินทำกินเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในเขตปฏิรูป 4 จังหวัด  โดยสำรวจวัดที่ดินและออกเอกสารสิทธิในเขต สปก.  พร้อมสนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน  สิ่งอำนวยความสะดวกและ

การฝึกอาชีพให้แล้วเสร็จภายใน  2  ปี

                                                                                                2) โครงการพัฒนาช่างประจำตำบล  โดยคัดเลือกคนยากจนที่มีศักยภาพทางช่างมาทำการฝึก

อบรมตำบลละ 2  คน  เพื่อเป็นช่างเสริมโครงการศูนย์ซ่อมสร้างชุมชน

                                                2.2  ด้านการปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตมาสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น  ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร  โดยปรับปรุงการผลิตข้าวหอมมะลิปลอดภัย

จากสารพิษ  ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์  ควบคุมและตรวจสอบคุณภาพการผลิตและสร้างตราสินค้าของตนเองคือ “สนุก”

                                                2.3 ด้านการพัฒนาการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 

มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างให้ปริมาณการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นในพื้นที่กลุ่มจังหวัด  ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่   กิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจแบบ outwall (Business  Incubation  Program)  โดยฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่โดย

ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การทำธุรกิจเพื่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่

                                                                        2) โครงการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่   โดยจัดฝึกอบรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์  พร้อมอบรมด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการผลิตผ้าอ้อมคราม  เพื่อสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์เดิม  และพัฒนาตลาดส่งออกสำหรับสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market)

                                                                        3) โครงการขยายถนน  4 ช่องจราจรเชื่อมกลุ่มจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน  สาย 212 สาย 22  สาย 223 และเพื่อเชื่อมสะพานและด่านศุลกากรที่มุกดาหาร

                                                                        4) โครงการศึกษาความเป็นไปได้การขยายเส้นทางรถไฟขอนแก่น-เชียงยืน-ยางตลาด-โพนทอง-มุกดาหาร

                                                                        5) โครงการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชนชายแดนเมืองมุกดาหาร  โดยศึกษาวางระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเชิงสะพานข้ามโขงแห่งที่  2  ที่มุกดาหารและจัดทำผังการใช้

ที่ดินรองรับ

                                                                        6) โครงการพัฒนามุกดาหารเป็นศูนย์กระจายสินค้า  (Distribution  Center) โดยพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ  คลังสินค้า  สถานีขนถ่ายสินค้า   ศูนย์บริการบรรจุผลิตภัณฑ์  เป็นต้น

                                                                        7) โครงการสร้างศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารในประเทศและระหว่างประเทศ  โดยจัดเส้นทางการเดินรถและสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารที่จังหวัดมุกดาหาร

                                                (2.4) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิต  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้คนในพื้นที่มี

สุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี  และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามยาเสพติดอย่างยั่งยืน  โดยสร้างเครือข่าย

ประชาชนให้ร่วมมือติดตามและการลักลอบค้ายาเสพติดในกลุ่มและตามแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 

                                                                        ทั้งนี้  มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

                   3. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาและแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดกาฬสินธุ์ ดังนี้

                                                (1) บทบาทและผลการพัฒนากลุ่มจังหวัด จังหวัดกาฬสินธุ์มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียง ร้อยละ 4.2 ของภาค แต่คิดเป็นร้อยละ 33.5 ของกลุ่มจังหวัด โดยเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง (2545-47 เฉลี่ยร้อยละ 8.1 )  เป็นฐานการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่สำคัญของกลุ่มและของภาค   เนื่องจากมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และระบบ

ชลประทานที่ดี  มีโรงงานแปรรูปผลผลิตการเกษตรขนาดใหญ่หลายแห่งตั้งอยู่บนเส้นทางสาย EWEC ที่เชื่อมโยงประเทศ

ในกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขง

                                      (2) ศักยภาพและปัญหาของจังหวัด  มีศักยภาพด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว เนื่องจากมีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์  มีแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์และมีปัญหาเช่นเดียวกับกลุ่มจังหวัดคือ 1) ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 15.4  ของประชากร และคนยากจนที่สุด (กลุ่ม 20% ล่าง)  มีรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 5.4 ของรายได้ทั้งหมด  ขณะที่กลุ่มคนรวม (กลุ่ม 20% บน) มีรายได้รวมกันคิดเป็นร้อยละ 49.9 ของรายได้ทั้งหมด 2) ปัญหาผลิตภาพการผลิตด้านการเกษตรต่ำ  แม้ GPP  สาขาเกษตรของกาฬสินธุ์จะสูงสุดในกลุ่มจังหวัดแต่ผลิตภาพการผลิตของแรงงานภาคเกษตรมีเพียง 1,899 บาท  ต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 2,030 บาท

3) ปัญหาการคมนาคมขนส่งไม่สะดวก 4) ปัญหาความรู้ความสามารถของแรงงานที่เข้าสู่ระบบต่ำและมีแนวโน้มลดลง  เนื่องจากการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการพบว่าคุณภาพการศึกษาในทุกระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกับอัตราการเรียนต่อทั้งมัธยมปลายและสายอาชีพ

                                           (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ปัญหาจังหวัดกาฬสินธุ์  จึงมุ่งรักษาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอยู่ในระดับสูงควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ

                                                                        (3.1) การสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนจน  มีแนวทาง คือ 1) สำรวจข้อมูลเชิงลึกราย

ครัวเรือนและจัดผู้ดูแลรับผิดชอบเป็นครัวเรือนอย่างต่อเนื่องตามโครงการคาราวานแก้จน 2) บูรณาการทรัพยากรจากทุกภาคส่วนในจังหวัดสนับสนุนการแก้ไขปัญหา 3) เร่งจัดที่ดินในเขตปฏิรูป (ที่เหลือ 3.7 แสนไร่ ) พร้อมให้ความรู้ในการทำเกษตรประณีตและทฤษฎีใหม่ 4) ยกระดับความรู้และทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการตลาด  5) จัดตั้งศูนย์พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในพื้นที่

                                                                        (3.2) การปรับโครงสร้างการผลิตและแปรรูปการเกษตร    มีแนวทาง คือ 1) ปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตร  2)  ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการปฏิบัติการเกษตรที่ดีและเหมาะสม               3) พัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอกับการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรและป้องกันน้ำท่วม  4)  ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

                                                                        (3.3) การพัฒนาธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว  มีแนวทาง คือ 1) พัฒนาและสร้างความ          เข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ  2) พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก 

3) พัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวให้มีชีวิต  4) พัฒนาและเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ OTOP  กับการท่องเที่ยว

                                                                        (3.4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเมืองน่าอยู่  มีแนวทาง คือ 1) การสร้างบรรยากาศ         การเรียนรู้ 2) การเสริมสร้างเมืองให้น่าอยู่

                        4. เห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาและแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดกาฬสินธุ์ ดังนี้

                                                (4.1) ด้านการแก้ปัญหาความยากจนและกระจายรายได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหา

ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ เป็นการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน โดย

                                                                                                - เพิ่มขนาดกักเก็บอ่างน้ำลำปาวอีกประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร

                                                                                                - ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำชุมชนบริเวณขอบอ่างเก็บน้ำลำปาว 19 แห่ง

                                                                                                - สร้างฝายทดน้ำ 3 แห่ง ใน 3 อำเภอ (สมเด็จ ท่าคันโท กิ่ง. ดอนจาน)

                                                                                                - พัฒนาแหล่งน้ำเดิมเป็นแก้มลิง  4 แห่ง ใน 4 อำเภอ (ยางตลาด หนองกุงศรี กุฉินารายณ์   กิ่งฆ้องชัย)

                                                                            - สร้างกระแสน้ำในไร่นาเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 230 แห่ง 

                                                                                                - ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 20 แห่ง

                                                                                                - สร้างอ่างเก็บน้ำชุมชน 27 แห่ง ในหมู่บ้านที่ประสบปัญหาแล้งซ้ำซาก

                                                (4.2) ด้านการปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตให้มี         ประสิทธิภาพและคุณภาพดีขึ้น  เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตร  โดยส่งเสริมการผลิตและแปรรูปพืช 6 ชนิด คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง  ยางพารา เห็ดและหน่อไม้ฝรั่ง  ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เมล็ดพันธุ์ดี  พร้อมจัดระบบน้ำไร่นาให้          เหมาะสม

                                                (4.3) ด้านการพัฒนาธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว  มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดการค้าและการ           ลงทุนและการท่องเที่ยวมาสู่จังหวัด ประกอบด้วย

                                                                        1) โครงการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยง East West Economic Corridor  เป็นการขยาย

เส้นทางเป็น 4 ช่องจราจร  สาย สหัสขันธ์-สมเด็จ กาฬสินธุ์-สมเด็จให้เชื่อมกับ สาย EWEC

                                                (4.4) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเมืองน่าอยู่ มีวัตถุประสงค์เพื่อและพัฒนาเมืองให้มี         สิ่งอำนวยความสะดวกและพัฒนาคนให้มีสุขภาพดี  ร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาประกอบด้วย

                                                         1) โครงการปรับปรุงสนามกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์  โดยการปรับปรุงและก่อสร้างอาคารสถานที่พร้อมระบบสาธารณูปโภค เพื่อใช้เป็นที่ออกกำลังกายของประชาชนและเป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจ และในการแข่งขันกีฬา

ของจังหวัดและระหว่างจังหวัด

                        ทั้งนี้  มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ต่อไป

 

28.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหาความยากจน  (กระทรวงศึกษาธิการ)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการรวมกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษารับเหมาบริการหน่วยงานและสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาคนยากจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

กลุ่มชนที่อยู่ห่างไกล และกลุ่มชาวไทยภูเขา หรือกลุ่มชนที่อยู่ในจังหวัดแนวชายแดน และคนยากจนทั่วประเทศควรได้รับการดูแลและให้ความช่วยเหลือในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยมีลักษณะการรวมกลุ่มจัดตั้งบริษัทจำลอง เพื่อช่วยสร้างฐานรากทางอาชีพให้กลุ่มคนจน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอและรับทราบผล การดำเนินงาน การแก้ไขในปัญหาความยากจน ในปีงบประมาณ 2547 และ 2548 พร้อมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ในปี           งบประมาณ 2549 ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ

                        กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจน และได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรอบในการดำเนินการในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนให้เข้มแข็งร่วมแก้ปัญหาความยากจนในหลายโครงการ ดังนี้

                        1.  ให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาให้มีรายได้จากอาชีพที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างค่านิยมที่

ถูกต้อง ให้รู้จักการพึ่งพาตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้และแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อ

ตนเองและสังคม โดยจัดทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำของนักเรียน นักศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยดำเนินการในทุกหน่วยราชการที่มีสถานที่ศึกษา ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณจากศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ เพื่อจ้างงานนักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 15 ปีขึ้นไป)

ถึงระดับอุดมศึกษา ทำงานในสถานศึกษา และหน่วยงานของภาครัฐ (Public Work)

                        2.  ดำเนินการส่งเสริมการเรียนรู้แก้ปัญหาความยากจน โดยการจัดแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนในรูปแบบการจัดคาราวานในการฝึกอาชีพแบบครบวงจรสู่ชุมชนเป้าหมายทั่วประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ในการให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการประกอบอาชีพอิสระ มีความตระหนักและมองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพในชุมชน และสอนการจัดทำบัญชีครัวเรือน เน้นเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณธรรม และจริยธรรม

                        3.  การให้ความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีความอยู่ดีมีสุขสร้างสังคมคุณภาพ จึงได้จัดกิจกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ประสบภัยให้สามารถสร้างรายได้แก่ ตนเองและครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยได้จัดทำโครงการหลายโครงการในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนแก้     ความยากจน และสร้างโอกาสอย่างยั่งยืน

                        4.  การดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ให้นิสิต นักศึกษา เพื่อได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงาน และฝึกประสบการณ์ร่วมกับผู้ทรงคุณวฺฒิและนักวิชาการด้านการศึกษาของประเทศ ในด้านการพัฒนานโยบาย การวางแผนการศึกษา การวิจัยและพัฒนาการศึกษา การประเมินผลการจัดการศึกษา และการพัฒนากฎหมาย กับหน่วยงานการศึกษาระดับชาติในระหว่างเรียนหรือปิดภาคการศึกษา ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว 2 รุ่น

                        5.  การจัดตั้งบริษัทจำลองเกิดขึ้นโดยนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการจ้างภาคเอกชนดำเนินงานรับเหมาบริการต่าง ๆ ในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะในหน่วยงานสถานศึกษาที่มิได้มีการบรรจุข้าราชการและลูกจ้าง จึงมีการจัดการและดำเนินการในรูปแบบของการจัดตั้งบริษัทจำลอง มีการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยรวบรวมผู้สำเร็จการศึกษา ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6, ปวช.ปวส., และปริญญาตรีที่ต้องการมีงานทำและมีฐานะยากจน เป็นกลุ่มชาวไทยภูเขา จำนวน 50 คน รับเหมาทำงานโดยมีวิทยากรฝึกอบรมให้ความรู้ จัดหาแหล่งงาน และส่งไปปฏิบัติงานตามสถานศึกษา มีการแต่งตั้งหัวหน้า รองหัวหน้า และเลขาฯ กลุ่มดูแลทีมงาน ลักษณะงาน ได้แก่ งานซ่อมคอมพิวเตอร์ งานจัดทำภูมิทัศน์สวนหย่อม งานรับจ้างทำความสะอาด และงานช่าง โดยให้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำระยะเวลา 45 วัน เมื่อจบโครงการสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ ไปรวมกลุ่มจัดตั้งบริษัทรับเหมาหรือประกอบอาชีพอิสระต่อไป

                        จากการดำเนินงานที่ผ่านมา มีการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็น และติดตามประเมินผลในหลาย

โครงการจะมีความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก เช่น การจ้างงานนักเรียน นักศึกษาทำงานเพื่อมีรายได้ระหว่างเรียน นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้องเห็นควรให้มีการดำเนินการโครงการนี้ต่อไป เพราะนักเรียน นักศึกษาได้รับประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ได้พัฒนาทักษะตน มีรายได้แบ่งภาระผู้ปกครอง ใช้เวลาว่างที่เป็นประโยชน์ ส่วนราชการที่

เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ทำให้งานที่รับผิดชอบดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว และสำเร็จด้วยดีและทันเวลาการฝึกอาชีพ การให้บริการซ่อมอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า ประชาชนชื่นชมและพอใจในการดำเนินการโครงการมาก ประชาชนได้รับการ

ช่วยเหลือ มีความรู้จากการฝึกอบรม สามารถประกอบอาชีพอิสระได้

 

29.  เรื่อง ของบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 2547 (ด้านการเกษตร)

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการของบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติปี 2547 (ด้านการเกษตร) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแล้วมีมติ ดังนี้

                        1. อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,289,806,033 บาท เพื่อให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติเป็นเงินสด โดยจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้ไปทำความตกลงใน

รายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

                        2. มอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ไปพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบพิบัติภัยธรรมชาติที่ชัดเจนปฏิบัติได้ สำหรับช่วยเหลือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติ แล้วนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6

(ฝ่ายสาธารณสุข การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ในโอกาสต่อไป

                        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า จากสถานการณ์ภัยธรรมชาติในปี 2547 ได้แก่ ภัยแล้ง ศัตรูพืชระบาด อุทกภัย พายุลูกเห็บ และฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องภัยแล้ง ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดได้ให้ความเห็นชอบให้ขอรับการสนับสนุนเงินงบกลางจากส่วนกลางในการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ สรุปรายละเอียดได้ ดังนี้

 

ด้าน

จังหวัด

เกษตรกร (ราย)

พื้นที่ (ไร่)

วงเงิน (บาท)

ด้านพืช

ด้านประมง

ด้านปศุสัตว์

35

15

7

1,191,886

34,863

2,212

12,565,354.50

3,225,539,348

62,235,115

2,031,570

รวมทั้งสิ้น 3 ด้าน

36

 

 

3,289,806,033

                       

                       

                        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดความซ้ำซ้อนและนำเสนอคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติพิจารณาในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2548 วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2548 อนุมัติให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ดำเนินการให้การช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์การให้ความ

ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติเป็นเงินสดจากเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                       

30.  เรื่อง ขอแก้ไขวิธีการดำเนินโครงการตามมาตรการเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก

                   คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอแก้ไขวิธีดำเนินโครงการตามมาตรการเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จากวิธีกรณีพิเศษ เป็นวิธีพิเศษ และขยายระยะเวลาดำเนินการจากเดิมกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2548 เป็นเดือนตุลาคม 2548 ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการตามมาตรการเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก เป็นโครงการที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรโดยเร็ว และต้องทำการก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นฤดูฝนนี้เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ในอ่างเก็บน้ำดอกกรายและหนองปลาไหลไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ให้ได้มากที่สุด การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต้องแล้วเสร็จโดยเร็วสอดคล้อง

กับแผนงานก่อสร้างที่วางไว้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย

กรมชลประทานได้เสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรีดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการตามแผนงานดังกล่าวโดยวิธีพิเศษคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ในการเร่งรัดดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนและบรรลุผลการแก้ไขปัญหา ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจากเดิมวิธีกรณีพิเศษเป็นวิธีพิเศษ เพื่อให้การดำเนินโครงการแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกในพื้นที่ติดต่อกันการเตรียมงานเบื้องต้นสำหรับงานก่อสร้างทำได้ล่าช้า การดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จของโครงการฯ จากเดิมภายในเดือนกันยายน 2548 เป็นเดือนตุลาคม 2548

 

31. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

                        1.  รับทราบการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย เชียงราย แม่ฮ่องสอน และลำปาง ประกอบด้วย (1) จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยจำนวน 1,410 คน

(2)  จัดส่งยานพาหนะสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือได้แก่ รถบรรทุกน้ำ 52 คัน รถบรรทุก 51 คัน รถขุดตักเพื่อขนย้ายวัสดุและสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำและการจราจร 24 คัน และรถบรรทุกพร้อมเครน 32 คัน  (3)  เครื่องสูบน้ำ 15 เครื่อง

(4) กระสอบทราบ 182,700 ลูก  (5) นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายประชาชนที่ประสบภัย

                        2. ให้ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2549 แล้วให้ดำเนินการไปก่อนหากไม่เพียงพอขอให้ทำความ         ตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป 

 

32. เรื่อง รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการคาราวานแก้จน ระยะที่ 1 (13 ธันวาคม 2547 – 31 มกราคม

            2548)

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการคาราวานแก้จน ระยะที่ 1 (13 ธันวาคม 2547 – 31 มกราคม 2548) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

                        กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีส่วนร่วมในนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล โดยได้จัดทำโครงการคาราวานอุตสาหกรรมแก้จน ระยะที่ 1 ปฏิบัติงานในช่วงเดือนธันวาคม 2547 – มกราคม 2548 ขึ้นมา โดยกำหนดให้มีการฝึกอาชีพระยะสั้น จำนวน 63 หลักสูตร เป้าหมายพื้นที่ 45 จังหวัด เป้าหมาย ผลผลิต 11,1130 คน นั้น กระทรวงแรงงานซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการอยู่ในศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.) ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 500,000 บาท ให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานติดตามและประเมินผลโครงการคาราวานอุตสาหกรรมแก้จน ระยะที่ 1 โดยปฏิบัติงานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 – กันยายน 2548 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นแกนหลักปฏิบัติงานทั้ง 2 เรื่อง ดังกล่าว โดยผลการปฏิบัติงานกระทรวงอุตสาหกรรม        ได้อิงข้อมูลการลงทะเบียนและประเภทคนจน ที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำขึ้นมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ปฏิบัติงาน           มุ่งเน้นในกลุ่มการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส โดยประสานกับเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งใน        ระดับภูมิภาคและระดับจังหวัดปฏิบัติงานทั้งหมด 42 จังหวัด (ซึ่งได้มีการปรับแผนจากเดิม 45 จังหวัด เป็น 42 จังหวัด) ใช้                งบประมาณไปทั้งสิ้น 4,537,033.20 บาท (สี่ล้านห้าแสนสามหมื่นเจ็ดพันสามสิบสามบาทยี่สิบสตางค์) ได้ผลผลิตผู้ผ่าน   การฝึกอาชีพระยะสั้น จำนวน 8,664 คน

                        สำหรับการติดตามประเมินผล กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำเอกสารรายงานสรุปผลการดำเนินงาน         โครงการคาราวานแก้จน ระยะที่ 1 โดยการประมวล เรียบเรียง และวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์สอบถามผู้ผ่านการ         ฝึกอาชีพระยะสั้น จำนวน 1,375 คน ดังนี้

สรุปปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน และแนวทางแก้ไข

 

ปัญหาอุปสรรค

ข้อคิดเห็น/แนวทางแก้ไข

1. หลักสูตรการฝึกอาชีพในโครงการคาราวานแก้จน ระยะที่ 1 มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดค่อนข้างจำกัด

1. พัฒนาหลักสูตรการฝึกอาชีพให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของตลาด

2. ระยะเวลาในการฝึกอบรมบางหลักสูตรสั้นเกินไปจึงไม่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้

2. จัดระยะเวลาการฝึกอาชีพให้เหมาะสมกับหลักสูตร เพื่อที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

3. ผู้เข้ารับการฝึกอาชีพบางส่วน ไม่ได้แจ้งลงทะเบียนคนจนไว้

3. รับแจ้งจดทะเบียนคนจนเพิ่ม สำหรับผู้ที่มีความยากจน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน (มีรายได้ต่ำกว่า 1,200 บาท/เดือน)

4. ผู้เข้ารับการฝึกอาชีพบางส่วนขาดความ      มุ่งมั่น, แรงจูงใจ เนื่องจากขาดเงินทุนและช่องทางด้านตลาด

4. ต้องจัดการด้านการตลาด ด้านเงินทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจ ว่าสามารถนำไปสร้างอาชีพเพื่อนำรายได้มาสู่ตนเองและครอบครัว

                       

                        ทั้งนี้ โครงการคาราวานแก้จน ปีงบประมาณ 2549 มีแผนที่จะดำเนินการโดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 5 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ดังนี้ 1. การแปรรูปอาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วงระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ 2549  2. การทำขนมไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วงระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ 2549

 

33.  เรื่อง รายงานความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ รายงานความก้าวหน้าโครงการส่งเสริม การเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 ณ ห้องสีเขียว ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สรุปได้ดังนี้

                        1. เรื่องรูปแบบการดำเนินโครงการฯ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับรูปแบบการดำเนินโครงการฯ โดยจัดหาโคที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกษตรกรได้ยืมไปเลี้ยงส่วนหนึ่ง และจัดหาลูกโคที่เกิดจากการผสมเทียมให้เกษตรกรยืมไปเลี้ยง      อีกส่วนหนึ่ง โดยพิจารณาจากจำนวนโคที่มีอยู่ในจังหวัดตนเอง สนับสนุนเกษตรกรภายในจังหวัดของตนเอง เพื่อลดปัญหาเรื่องโรคระบาด และค่าใช้จ่ายในการขนส่ง

                        2. โคที่จะจัดซื้อเพื่อให้เกษตรกรยืมไปเลี้ยงจะเป็นโครุ่นหย่านม อายุ 8 – 10 เดือน ทั้งเพศผู้และเพศเมีย   ถ้ามีจำนวนไม่เพียงพอจึงจะจัดซื้อโครุ่น อายุ 1 – 2 ปี ไปให้เกษตรกรยืมไปเลี้ยงครอบครัวละไม่เกิน 2 ตัว จำนวน 1 ล้านครอบครัว จำนวนโค 2 ล้านตัว สำหรับเป้าหมายการจัดหาให้เกษตรกรยืมไปเลี้ยงให้เป็นไปตาม Demand และ Supply  ของจำนวนสัตว์ จำนวนเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยง และจำนวนโคที่จัดหาซื้อได้ภายในจังหวัดเท่านั้น ไม่ซื้อโคข้ามจังหวัด

                        3. ให้บริษัทส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด (สธท.) ร่วมกับคณะกรรมการฯ กำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Spec) ของโคที่จะรับซื้อ และราคากลางที่จะรับซื้อ โดยกำหนดราคาที่จะรับซื้อเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ และกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะรับซื้อพร้อมกัน เพื่อป้องกันการปั่นราคา และการเคลื่อนย้ายโคข้ามจังหวัด

                        4. ให้บริษัท สธท. จัดทำข้อมูล และเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ เป็นการติด Microchip โดยมีข้อมูล ประกอบด้วยตัวเลขตามบัตรประชาชนของผู้ขาย เกษตรกรผู้ยืมโคไปเลี้ยง จำนวน 13 หลัก และประเภทหรือสายพันธุ์โค    ที่ยืมไปเลี้ยง โดยประสานงานกับกระทรวง ICT ในการกำหนดระบบและรูปแบบการดำเนินการ

                        5. ให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับบริษัท สธท. เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบโคที่จะจัดซื้อให้มี   คุณสมบัติเฉพาะตามที่กำหนด ป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต Corruption และให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร

                        6.  สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ มีดังนี้

(1) กำหนดคุณลักษณะเฉพาะและราคาโคที่จะรับซื้อ

(2) สำรวจจำนวนโคที่เกษตรกรต้องการขาย และจำนวนเกษตรกรที่ต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ

(3) กำหนดช่วงระยะเวลาที่จะรับซื้อโค

(4) เตรียมความพร้อมของเกษตรกรโดยการฝึกอบรมให้ความรู้

(5) ส่งมอบโคให้เกษตรกรและทำสัญญา

                        7. โคที่จะส่งมอบให้เกษตรกรจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพ และการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันการเกิดโรค

                        8. การรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ปรากฏว่ามีเกษตรกรขอสมัครเข้ารับการฝึกอบรมเป็นอาสาผสมเทียมจำนวน 10,631 ราย ผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และคุณสมบัติที่สัตวแพทยสภากำหนดจำนวน 8,207 ราย เกษตรกรที่เลี้ยงแม่โคเนื้อสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตลูกโคจำหน่ายให้โครงการฯ จำนวน 102,678 ราย จำนวนแม่โค 305,095 ตัว

                                                                       

34.   เรื่อง  แต่งตั้ง

1.  การแต่งตั้งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  และที่ปรึกษาด้านแผนและขั้นตอนการ

    กระจายอำนาจ 

                             คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ในระดับ 10 จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้ 

                             1. นายจาดุร  อภิชาตบุตร  ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10 ) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม  2548  เป็นต้นไป

                                     2. นางรังสี  พันธุมจินดา  ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ) สำนักงาน

คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้ดำรงตำแหน่ง

ที่ปรึกษาด้านแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) ตั้งแต่วันที่

20 พฤษภาคม  2548 เป็นต้นไป

                            ทั้งนี้  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป 

 

2.  แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 

                                           คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งนายสุชาติ  ธาดาธำรงเวช  เป็นกรรมการ          ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...) ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม  2548  เป็นต้นไป

 

                   3.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

                             คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน

คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย จำนวน 4 คน เนื่องจากกรรมการเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนด

ตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อดังนี้

                                                1. นายสมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ 2. นายอดิศร  ธนนันท์นราพูล   ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน

3. นายอุดม  หอมจำปา  ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน 4. นายรัฐนิติ์  พัฒนกุล  ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน  ทั้งนี้ ตั้งแต่

วันที่ 4 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

 

                        4.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)

                             คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ

สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้

                             1.  นายสด  แดงเอียด รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมศิลปากร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง

(ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง    

                             2.                         นายสมชาย เสียงหลาย รองเลขาธิการ (นักบริหาร 9) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณา           โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ต่อไป               

                                   

                        5.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงยุติธรรม)

                                     คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรมให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย ดังนี้

                                1. นายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์ อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมคุมประพฤติ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง       (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                                2. นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10 ) กรมคุมประพฤติ

                                3. นางชูจิรา กองแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

                                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการทั้ง 3 รายดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

 

6.  แต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้แต่งตั้งแพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์    รองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

                                7.  แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงศึกษาธิการ)

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้แต่งตั้ง นางสาวอรุณศรี อนันตรศิริชัย

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทางการศึกษา (นักวิชาการศึกษา 9 ชช) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิชาการศึกษา 10 ชช) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง      ศึกษาธิการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

               

            8.  แต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการ

              องค์การคลังสินค้า (กระทรวงพาณิชย์)

                                     คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า ดังนี้ นายปานปรีย์  พหิทธานุกร เป็นประธานกรรมการ                       นายยรรยง พวงราช  เป็นรองประธานกรรมการ โดยมีกรรมการประกอบด้วย พลเอก เสถียร มีใจสืบ  พลตำรวจโท

วงกต มณีรินทร์  นายวิชช์  จีระแพทย์ นายสมชาย  คุรุจิตโกศล ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

                  

                    9.  การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 จำนวน 3 รายดังนี้ 

                        1. นายทรงศักดิ์  วงศ์ภูมิวัฒน์  รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมพัฒนาที่ดิน  ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ         ราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                        2. นายจรัลธาดา กรรณสูต   รองอธิบดี (นักบริหาร 9)  กรมประมง ดำรงตำแหน่งอธิบดี                          (นักบริหาร 10) กรมประมง

                        3. นายชัยวัฒน์ สิทธิบุศย์  รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมพัฒนาที่ดิน  ดำรงตำแหน่งอธิบดี                    (นักบริหาร10)  กรมพัฒนาที่ดิน  ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป

 

                        10. ย้ายและเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ให้ย้ายและเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 จำนวน 3 รายดังนี้

                                                1. นายปฐม  แหยมเกตุ  ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง  ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                                                2. นางพัชรี อรรถจินดา  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักงานปลัดกระทรวง  ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                                3. นางกอบแก้ว  อัครคุปต์  ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 9 )          สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

 

********************************

“หากท่านใดประสงค์จะบอกรับข่าวสารจากสำนักโฆษกผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ขอเชิญส่ง e-mail แจ้งชื่อ-สกุล และที่อยู่ ของท่าน มาที่ prspokeman2547@yahoo.com