http://www.thaigov.go.th                                                                                                                                 ข่าวที่ 08/-1                                                                                                                                                                                                                           วันที่ 6  กันยายน  2548

รวมพลังไทย  ลดใช้พลังงาน

ขอเชิญชวนประชาชนลดใช้พลังงานใน 3 วิธี

S ปิดแอร์เวลา 12.00- 13.00 . S  ขับรถไม่เกิน 90 กม. / ชม.  

S  ปิดไฟอย่างน้อย 1 ดวง ทุกบ้านพร้อมกัน เวลา 20.45 .

 

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่

                               

                                วันนี้ เมื่อเวลา 08.30  . ณ ห้องประชุมสโมสรนายทหารชั้นสัญญาบัตร  ฐานทัพเรือพังงา  จังหวัดพังงาพันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

                                นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นางสาวศันสนีย์  นาคพงศ์  นายดนุพร  ปุณณกันต์   และนายเฉลิมชัย  มหากิจศิริ  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี  สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

                                  1.           เรื่อง       กองทุนเพื่อจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                                                                (Tsunami  Regional Trust Fund)

                                  2.           เรื่อง       สรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติจังหวัดกระบี่

                                  3.           เรื่อง       สรุปการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติโดยกระทรวงการคลัง

                                  4.           เรื่อง       สรุปผลและรายละเอียดผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายภายใต้คณะกรรมการอำนวยการฟื้นฟูและ
                                                                พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย

                                  5.           เรื่อง       การติดตามผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติของจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต

                                  6.           เรื่อง       รายงานผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้

                                                  7.                  เรื่อง             รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ SMEs  ในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

                                  8.           เรื่อง       สรุปความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบภัยธรณีพิบัติ “สึนามิ”

                                  9.           เรื่อง       สรุปผลการตรวจเยี่ยมพื้นที่อำเภอของรัฐมนตรี

                                10.          เรื่อง       มติคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2548

                                11.          เรื่อง       รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับ

                                                                ผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                12.          เรื่อง       รายงานสรุปข้อมูลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์   (ครั้งที่ 19)

                                13.          เรื่อง       ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2/2548 และแนวโน้มปี 2548

                                14.          เรื่อง       ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

                                15.          เรื่อง       การจัดทำความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย – โมร็อกโก

                16.          เรื่อง       การจัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต  หนังสือเดินทางราชการ 
และหนังสือเดินทางพิเศษ ระหว่างไทยกับโมร็อกโก 

                                17.          เรื่อง       การลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกว่า
                                                                ด้วยความร่วมมือด้านการประมงทะเล 

                                18.          เรื่อง       การจัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ

                                19.          เรื่อง       การพัฒนากฎหมายตามนโยบายรัฐบาล

                                20.          เรื่อง       ร่างกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.. ….

                21.          เรื่อง       ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ปรับปรุงมาตรการภาษี
สรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า
ร้อยละ
20)

                                22.          เรื่อง       มาตรการปรับปรุงภาษีสุรา               

                                23.          เรื่อง       การให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ  กรณีภัยพิบัติจากพายุเฮอริเคน

                                24.          เรื่อง       ภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันและจังหวัดพังงา

                                25.          เรื่อง       รายงานผลการติดตามการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและระบบเตือนภัยธรรมชาติ

                                26.          เรื่อง       การกำหนดเป้าหมาย จัดสรร และโอนเงินตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

                                27.          เรื่อง       มาตรการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                28.          เรื่อง       ขออนุมัติงบประมาณงบกลางปี 2548 โครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำโขง

                                29.          เรื่อง       การขอนำเข้าเอทานอลเพื่อนำมาผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นการชั่วคราว

                                30.          เรื่อง       การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จังหวัดตาก

                                31.          เรื่อง       โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

                                32.          เรื่อง       แต่งตั้ง

                                                                  1.  ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดีกรมคุมประพฤติ  (กระทรวงยุติธรรม)

                                                                  2.  การขอปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

                                                                  3.  ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง  ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ       

                                                                  4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                                                                  5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ระดับ 10 (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)

                                                                  6.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงการคลัง)

                                                                  7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงคมนาคม)

                                                                  8. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพาณิชย์)

                                                                  9. ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งครบ 4  ปี  ของนักบริหารระดับ 10 (กระทรวงพาณิชย์)

                                                                10. แต่งตั้งข้าราชการ  (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                                                                11. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

                                                                12. แต่งตั้งข้าราชการ  (กระทรวงมหาดไทย)

                                                                13. แต่งตั้งข้าราชการ  (กระทรวงพลังงาน)

                                                                14. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)

                                                                15.  แต่งตั้งข้าราชการ  (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                                                                16. เลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานคร ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย)

                                                                17. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                                                                18. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                                                                19. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                                                                20.  แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ

                                                                21. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

                                                                22. แต่งตั้งคณะกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ

                                                                23. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

                                                                24. การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการอุดมศึกษา

                                                                25. การต่ออายุการปฏิบัติหน้าที่ของพลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์  สังขพงศ์

                                                                26. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ

                                27. แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับ  ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานยุทธศาสตร์ 4 ปี 
                                       สร้างกีฬาชาติ
(.. 2548 – 2551)

                                 

**************************************

 

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

โทร. 02-2809000 ต่อ 332

สำนักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

 ทุกวันอังคาร หรือวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5

ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัด

และขอเชิญชมรายการ “สายตรง ครมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เวลา 16.30 –17.00 .

 

 

1. เรื่อง กองทุนเพื่อจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Tsunami Regional Trust Fund)

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องกองทุนเพื่อจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Tsunami Regional Trust Fund) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ  แล้วมีมติเห็นชอบและอนุมัติทั้ง 3 ข้อดังนี้

                                1. เห็นชอบร่างความตกลงระหว่างคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกกับรัฐบาลไทย  เรื่อง กองทุนโดยสมัครใจสำหรับการจัดการเตือนภัยสึนามิล่วงหน้าในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Multi Donor Voluntary Trust Fund for Tsunami Early Warning Arrangements in the Indian Ocean and Southeast Asia : Tsunami Regional Trust Fund)

                                2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในร่างความตกลงจัดตั้ง Tsunami Regional Trust Fund

                                3. อนุมัติในหลักการ  วงเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากงบกลางเพื่อเป็นเงินตั้งต้นกองทุน  และให้เบิกจ่ายเท่าที่จะต้องจ่ายจริง  โดยให้ขอตกลงรายละเอียดด้านการเงินกับสำนักงบประมาณต่อไป

                                ทั้งนี้ ร่างความตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

                                1. วัตถุประสงค์ของการใช้เงินจากกองทุนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิในระดับภูมิภาค  และลดช่องว่างของความแตกต่างในสมรรถนะด้านการจัดการภัยพิบัติของแต่ละชาติในภูมิภาค  ผ่านระบบเชื่อมโยงของศูนย์ระดับอนุภูมิภาค  ระดับภูมิภาค และนอกภูมิภาค และจะใช้สนับสนุนกิจกรรมในการพัฒนาระบบ    เตือนภัยสำหรับภูมิภาค  รวมทั้งกิจกรรมขององค์การอย่าง เช่น ADPC ที่จะเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคในการพัฒนาระบบเตือนภัย  นอกจากนั้น  กองทุนนี้ยังใช้สนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ระดับภูมิภาคและระดับชาติอื่น ๆ  ที่มีภารกิจด้านระบบเตือนภัยด้วย 

                                2. UNESCAP เป็นผู้บริหารกองทุนฯ และมีการจัดตั้ง Advisory Council เพื่อทำหน้าที่ในการควบคุมและกำหนดนโยบายการใช้เงินกองทุนฯ สมาชิกของ Advisory Council ประกอบด้วยผู้แทนจากเอสแคป   ผู้บริจาคเงินตั้งต้นกองทุน (Foundation donor) ซึ่งหมายถึงประเทศไทย    และผู้บริจาคหลักอื่น ๆ (key donors) ซึ่งจะต้องบริจาคคิดเป็น  ร้อยละ 20 ของยอดเงินคงเหลือของกองทุนฯ

                                3. ในฐานะที่ไทยเป็นผู้บริจาคเงินตั้งต้นกองทุน  ทำให้มีสถานะเป็นสมาชิก Advisory Council ตลอดไป 

                                4. การยกเลิกกองทุนดำเนินการได้โดยเอสแคป  โดยจะต้องทำเป็นหนังสือแจ้งแก่ผู้บริจาคเงินตั้งต้นกองทุน  และผู้บริจาคเงินอื่น ๆ ล่วงหน้า 90 วัน  หรือโดยการเสนอแนะจาก Advisory Council  ภายใต้หลักการฉันทามติของสมาชิก 

                                5. ประเทศที่เข้าร่วมในกองทุนฯ สามารถบอกเลิกการมีส่วนร่วมในกองทุนฯ โดยจะได้รับเงินคืนส่วนที่เหลือตามสัดส่วนของการบริจาคในระยะ 5 ปีที่ผ่านมากับยอดเงินคงเหลือ 

                                6. มีการระบุชื่อ Asian Disaster Preparedness Center (ADPC) ด้วยว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ   ทั้งนี้ ADPC  เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไทยสนับสนุนให้มีบทบาทนำในการจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

2. เรื่อง  สรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติจังหวัดกระบี่

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ  จารุสมบัติ)รายงานสรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติจังหวัดกระบี่  สรุปได้ดังนี้

                                1. การเร่งรัดคืนทรัพย์สินแก่ผู้ประสบภัย   ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  ให้จัดทำบัญชีสิ่งของต่าง ๆ พร้อมสิ่งของคืนให้จังหวัดกระบี่ที่เก็บได้บริเวณเกาะพีพี  หากไม่มีญาติมารับคืน  จังหวัดกระบี่จะรวบรวมไว้เป็นอนุสรณ์สำหรับผู้ประสบภัย

                                2. การเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่มายื่นหลักฐานในภายหลัง   จำนวน 101 ราย  ขณะนี้คงเหลือ 10 ราย ได้แก่ 

                                - กรณีทรัพย์สินเสียหาย ค้างจ่าย 8 ราย เป็นเงิน 29,100 บาท เนื่องจากไม่สามารถติดต่อผู้เสียหายได้

                                - กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย  ค้างจ่าย 1 ราย  เป็นเงิน 2,000 บาท  เนื่องจากขาดใบรับรองแพทย์  

                                - กรณีค่าขนย้ายศพ ค้างจ่าย 1 ราย เป็นเงิน 6,000 บาท  มีปัญหาผู้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                                3. กรณีผู้ประกอบอาชีพการประมง  จังหวัดกระบี่ได้มอบหมายให้ประมงจังหวัดสอบสวนเรื่องราว  พิสูจน์ความเสียหายเพิ่มเติมจนถึง 25 สิงหาคม  2548   เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง  หากมีผู้มาแจ้งเท็จให้จังหวัด  ดำเนินการอย่างเฉียบขาด

                                4. โครงการพัฒนาเกาะพีพี  โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา  การก่อสร้างแนวถนน  เพื่อเป็นเส้นทางความปลอดภัยบนเกาะพีพี  ระยะทาง 5.7 กิโลเมตร  งบประมาณ 259 ล้านบาท  ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ  จารุสมบัติ และนายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ) ไปพิจารณาทบทวน  ต่อมารองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ) ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ที่จะก่อสร้างเส้นทางความปลอดภัยบนเกาะพีพี  เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม  2548  แล้วมีความเห็นในเบื้องต้น ดังนี้

                                - ราคาค่าก่อสร้างเส้นทางเพื่อความปลอดภัย  ระยะทาง 5.7 กิโลเมตร  งบประมาณ  259 ล้านบาท นั้น  เป็นราคาที่ค่อนข้างสูง  แม้ว่าจะได้มีการปรับลดราคาค่าก่อสร้างลงมาเหลือ 166 ล้านบาท  แล้วก็ตาม  ซึ่งราคาที่สูงส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นการก่อสร้างบนเกาะทำให้ต้องเพิ่มราคาค่าก่อสร้างอีกร้อยละ 30 และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ คือ  ระบบไฟฟ้าจะนำลงใต้ดินทั้งหมด 

                                - การก่อสร้างใด ๆ ก็ตามจะต้องคำนึงถึงความสวยงามตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ดำเนินการศึกษาอยู่  และใกล้จะแล้วเสร็จ  ดังนั้น  ควรจะรอผลการศึกษาของ อพท. ก่อน  

                                - ในระยะเร่งด่วนนี้  เห็นควรที่จะดำเนินการปรับสภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่ 30 เมตร  จากระดับน้ำทะเลสูงสุดท่วมถึง  ซึ่งเป็นพื้นที่ห้ามก่อสร้าง  ในเบื้องต้นจะต้องทำความตกลงกับเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองอยู่    จำนวน 10 ราย  เพื่อจัดทำโครงการปรับสภาพภูมิทัศน์ต่อไป 

                                - การจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนบนเกาะพีพี  จังหวัดได้มอบหมายให้นายอำเภอเมืองดำเนินการ  ปรากฏว่าสามารถประสานงานกับผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดิน จำนวน 12 ไร่  ให้แก่ทางราชการเพื่อเป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนบนเกาะพีพีได้เรียบร้อยแล้ว    

                                - การก่อสร้างบ้าน Knock Down ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนให้การช่วยเหลือ จำนวน 400 หลัง  แต่ปรากฏว่าบ้านดังกล่าวไม่มีฐานบ้าน ห้องน้ำ ห้องส้วม ระบบไฟฟ้า ระบบประปา   ซึ่งจังหวัดได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 22 ล้านบาท  (ราคาค่าก่อสร้างบนแผ่นดินใหญ่ ราคาหลังละ 49,000 บาท ราคาค่าก่อสร้างบนเกาะ ราคาหลังละ 57,000 บาท)  ในเบื้องต้นจังหวัดได้ปรับเปลี่ยนโครงการตามยุทธศาสตร์ของจังหวัด  เพื่อจะนำงบประมาณไปดำเนินการก่อสร้างเป็นกรณีเร่งด่วนเฉพาะหน้า  จำนวน 160 หลัง  วงเงินประมาณ 8 ล้านบาทเศษ  และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ) ได้มีข้อสั่งการเบื้องต้นให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนำเงินกองทุนสงเคราะห์ผู้ประสบภัยมาช่วยเหลือ

 

3. เรื่อง  สรุปการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติโดยกระทรวงการคลัง

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าและแนวทางการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน  ได้แก่  การให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ  การร่วมลงทุนภาษีและค่าธรรมเนียม  ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม  2548  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 

                                1. การให้สินเชื่อ (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม  2548) 

                                                1.1 การให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ  และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย  ได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อแก่ลูกค้าแล้วจำนวน 9,843 ราย  หรือร้อยละ  94.75  ของจำนวนผู้ยื่นคำขอทั้งหมด  รวมเป็นเงินที่อนุมัติแล้ว 5,818.34 ล้านบาท  หรือ ร้อยละ 91.99 ของ วงเงินที่ยื่นคำขอ  และมีการเบิกจ่ายเป็นเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการและประชาชน จำนวน 5,591 ราย  หรือ ร้อยละ 56.80 ของจำนวนรายที่อนุมัติทั้งหมด  คิดเป็นเงินที่เบิกจ่ายแล้ว 5,295.70 ล้านบาท  หรือ ร้อยละ 91.02 ของวงเงินที่อนุมัติ 

                                                ทั้งนี้  การเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิมคิดเป็นร้อยละ 99.80 ของวงเงินที่อนุมัติในขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ฟื้นฟูกิจการคิดเป็นร้อยละ 52.51 ของวงเงินอนุมัติ  ซึ่งการดำเนินงานโดยรวมแล้ว  อยู่ในระดับเดียวกับเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน  2548 

                                                1.2 การให้สินเชื่อโดยธนาคารพาณิชย์  ได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อไปแล้วจำนวน 2,236 ราย  หรือ ร้อยละ 87.69 ของจำนวนผู้ยื่นคำขอทั้งหมด  คิดเป็นเงินที่อนุมัติแล้ว 46,526.32 ล้านบาท  หรือ ร้อยละ 84.26 ของวงเงินที่ยื่นคำขอ  และมีการเบิกจ่าย จำนวน 1,886 ราย หรือ ร้อยละ 84.35 ของจำนวนรายที่อนุมัติทั้งหมด คิดเป็นเงินที่เบิกจ่ายแล้ว 35,101.66 ล้านบาท  ร้อยละ 75.44 ของวงเงินที่อนุมัติ   ซึ่งยอดวงเงินการอนุมัติและเบิกจ่าย  เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนมิถุนายน  2548  ประมาณร้อยละ 21.99  และ 25.32 ตามลำดับ 

                                                ทั้งนี้  การเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม คิดเป็นร้อยละ 85.66 ของวงเงินอนุมัติ  และการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อฟื้นฟูกิจการ  คิดเป็นร้อยละ 28.55 ของวงเงินที่อนุมัติ 

                                                1.3 ธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนให้กับสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้กับลูกค้าแล้ว 2,363 ราย  คิดเป็นวงเงิน 48,140.74 ล้านบาท  โดยลดจากเดือนมิถุนายน  2548  เล็กน้อยเนื่องจากสถาบันการเงินที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว  ได้ทบทวนความต้องการของลูกค้าที่ได้ยื่นขอไว้ได้ถูกต้องมากขึ้น  จึงทำให้วงเงินที่ต้องการจริงเริ่มลดลง และทำให้มีวงเงินเหลือเพื่อจัดสรรให้กับลูกค้ารายอื่น ๆ  ที่มีความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อ  ผ่อนปรน  แต่ไม่สามารถขอได้ทันตามกำหนดในรอบแรก 

                                                1.4 ภาพรวมการให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อทั้งหมดพบว่า  มีการเบิกจ่ายเป็นเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการและประชาชน  จำนวน 7,477 ราย  หรือ ร้อยละ 61.90 ของจำนวนรายที่อนุมัติทั้งหมด  คิดเป็นเงินที่เบิกจ่ายแล้ว 40,397.36 ล้านบาท  หรือร้อยละ 77.18 ของวงเงินที่อนุมัติ  ซึ่งคิดเป็นจำนวนรายเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.44  และเม็ดเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.06

                                                สำหรับเม็ดเงินการเบิกจ่ายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิมคิดเป็นร้อยละ 86.13 ของวงเงินที่อนุมัติ  ส่วนวงเงินการเบิกจ่ายเงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูกิจการคิดเป็นร้อยละ 31.34 ของวงเงินที่อนุมัติ 

                                                ทั้งนี้สาเหตุหลักที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบจริงทั้งทางตรงและทางอ้อม (ร้อยละ 56.14 ของวงเงินที่ไม่อนุมัติทั้งหมด)  และสำหรับลูกค้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภายในของธนาคารเอง (ร้อยละ 91.71 ของวงเงินที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด)

                                2. การร่วมลงทุนโดยกองทุนร่วมลงทุน 

                                                2.1 กองทุนร่วมทุนเพื่อผู้ประสบภัยสึนามิ (Tsunami SMEs Fund) (ณ วันที่ 11 สิงหาคม  2548) มีการอนุมัติร่วมลงทุนแล้ว 24 ราย  หรือร้อยละ 17.65 ของจำนวนผู้ยื่นคำขอทั้งหมด  คิดเป็นวงเงิน 440.70 ล้านบาท    หรือร้อยละ 12.15 ของวงเงินที่ยื่นคำขอ  โดยส่วนที่ยังไม่ได้อนุมัติ  ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการก่อนดำเนินการต่อไป  ทั้งนี้มีการเบิกเม็ดเงินให้ผู้ประกอบการแล้ว 5 ราย  หรือ ร้อยละ 20.83 ของจำนวนรายที่อนุมัติทั้งหมด  คิดเป็นเงินที่เบิกแล้ว 215 ล้านบาท  หรือร้อยละ 48.79 ของวงเงินที่อนุมัติ 

                                                2.2 กองทุนเปิดเพื่อฟื้นฟูและพัฒนากิจการที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ (Tsunami Recovery Fund) (ณ วันที่ 8 สิงหาคม  2548) มีการอนุมัติกรอบเงินให้ความช่วยเหลือประมาณ 2,290 ล้านบาท  จำนวน 17 ราย     ซึ่งสูงกว่าวงเงินระดมทุนในรอบแรกที่มีจำนวน 1,400 ล้านบาท  ทั้งนี้ จากกรอบลงทุนที่อนุมัติไว้ มีการเบิกเงินแล้ว 9 ราย  จำนวน 575 ล้านบาท  ไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นเดือนมิถุนายน  2548    โดยมีวงเงินอีกจำนวน 590 ล้านบาทที่จะมีการเบิกจ่ายตามความคืบหน้าของการก่อสร้างของลูกค้าต่อไป  ส่วนที่เหลือจำนวน 8 ราย  คิดเป็นวงเงิน 1,125 ล้านบาท  ส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการหารือเรื่องออกหุ้นกู้และหลักประกัน  และอีกส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี

                                3. มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียม 

                                                คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม  2547   มีมติเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียม  ซึ่งสรุปสถานะล่าสุด ณ วันที่ 25 สิงหาคม  2548 ดังนี้ 

                                                3.1 มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมที่มีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่ 1) การหักผลเสียหายในทรัพย์สินเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ 2) การขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3) การเสียภาษีของผู้เสียภาษีและผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ใน 6 จังหวัด 4) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้ประสบภัย 6 จังหวัดภาคใต้  สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.. 2547  5) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินบริจาคให้แก่ส่วนราชการ   6) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินบริจาคให้แก่   ส่วนราชการโดยผ่านเอกชน และ 7) การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการโอนอสังหาริมทรัพย์ 

                                                3.2 มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วต่อไป  ได้แก่ 

                                                3.2.1 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากกิจการประกันภัยในส่วนที่เกินมูลค่าทรัพย์สิน  ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาตามที่กระทรวงการคลังเสนอเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548  ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงราชกิจจานุเบกษา   

                                                3.2.2 การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์  และการลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  การโอนการและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์  สำหรับกรณีการปรับปรุง

โครงสร้างหนี้  กรณีลูกหนี้ที่ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย  ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการนำเสนอคณะรัฐมนตรี 

                                4. การจัดทำแผนพัฒนาภูมิภาคอันดามัน (The Sub-regional Development Plan for Tsunami

Affected Andaman Region) ภายใต้ความช่วยเหลือทางวิชาการจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank – ADB)  ซึ่งเป็นแผนระยะยาว  ที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติอย่างยั่งยืนและบูรณาการ  สรุปความคืบหน้าที่สำคัญ ดังนี้ 

                                                4.1 โครงการระยะที่ 1 ที่ปรึกษาได้จัดทำโครงร่างของแผนพัฒนาภูมิภาคอันดามันเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนเมษายน 2548  และได้ปรับปรุงข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2548 ซึ่งรายงานดังกล่าวจะใช้เป็นกรอบในการดำเนินโครงการในระยะที่ 2

                                                4.2 โครงการระยะที่ 2 ADB ได้คัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการระยะที่ 2 เรียบร้อยแล้ว  โดยจะเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน  2548  จนถึง 30 มิถุนายน  2549  (10 เดือน) ทั้งนี้ บริษัท ดังกล่าวประกอบด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ 13 สาขา  ทั้งชาวไทยและต่างประเทศรวม 23 คน 

                                อนึ่ง  การจัดทำแผนฉบับสมบูรณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง  จะใช้เวลาถึง 10 เดือน  ดังนั้นกระทรวงการคลังและบริษัทที่ปรึกษาจะได้จัดทำรายงานหรือแนวคิดทั้งในเชิงนโยบายและกฎระเบียบ  ที่สามารถเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาใช้เป็นระยะ ๆ

 

4. เรื่อง  สรุปผลและรายละเอียดผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายภายใต้คณะกรรมการอำนวยการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
               สิ่งแวดล้อม และชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการอำนวยการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมและชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ)   เป็นประธานรายงานสรุปผลและรายละเอียดผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายภายใต้คณะกรรมการอำนวยการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย  ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 และ 18 มกราคม 2548 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 เรื่อง การสำรวจ ศึกษา และวิจัย เร่งด่วน  เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  และชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย  สรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้

                                        1) การสำรวจข้อมูลและจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ (วงเงินงบประมาณ 25 ล้านบาท)  ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 10.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.80 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ  โดยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 60

                                        2) การสำรวจ วิจัย และพัฒนาเพื่อฟื้นฟูบูรณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (วงเงินงบประมาณ 75 ล้านบาท)   ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 21.38 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.50 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 60

                                2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 เรื่อง มาตรการหลักการจัดการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม และชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัย  สรุปผลการดำเนินงานดังนี้

                                โครงการ/กิจกรรม ตามมาตรการหลักการจัดการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัยในระยะเร่งด่วน ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณรวมทั้งสิ้น  694.22 ล้านบาท  มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว 185.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.61  ของวงเงินที่สำนักงบประมาณอนุมัติ  และส่งคืนสำนักงบประมาณ 67.44 ล้านบาท โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ร้อยละ 20 -100

 

5. เรื่อง  การติดตามผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติของจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ)  รายงานการติดตามผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติของจังหวัดกระบี่  พังงา และภูเก็ต ในชั้นแรก  โดยจะได้เชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาประชุม  เพื่อเร่งรัดและแก้ไขปัญหาตามที่เสนอมาและจะได้จัดทำรายงานนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป  ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                ความเสียหาย   จากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยใน  6  จังหวัดภาคใต้  เมื่อวันที่  26  ธันวาคม 2547  ทำให้จังหวัดกระบี่  พังงา  และภูเก็ต  ได้รับความเสียหาย โดยมีพื้นที่ได้รับความเสียหายรวมทั้งสิ้น  14  อำเภอ  55  ตำบล 217 หมู่บ้าน  ราษฎรได้รับความเสียหาย 13,812 ครัวเรือน  จำนวน  57,917  คน  มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด  5,226  คน  บาดเจ็บ  11,279  และสูญหาย  2,914  คน  ซึ่งอำเภอที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด  คือ  อำเภอตะกั่วป่า  จำนวน  3,808  คน  และบาดเจ็บ จำนวน  4,210  คน โดยจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นส่วนใหญ่  

                                ทั้งนี้  แต่ละจังหวัดได้เสนอความต้องการที่จะขอให้ส่วนกลางช่วยสนับสนุนหรือแก้ไข  ดังนี้

                                1. จังหวัดภูเก็ต

                                        1) เร่งรัดโครงการพัฒนาชายหาดกมลา  และหาดป่าตอง  โดยเฉพาะการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน

                                        2) เร่งรัดการช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือให้ครบจำนวนโดยเร็ว

                                        3) เนื่องจากจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวกำลังเริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว  จึงมีความเป็นห่วงในการฟื้นฟูสภาพภูมิทัศน์  (Landscape)  โดยเฉพาะหาดกมลา  และหาดในยาง   จึงขอให้เร่งปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงามกลับคืนอยู่ในสภาพเดิม  ส่วนการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จะมีส่วนทำให้สภาพภูมิทัศน์ไม่สวยงาม  ขอให้ดำเนินการภายหลังจากช่วง High Season แล้ว  และควรทำป้ายบอกทางในการหนีภัยในกรณีที่เกิดสึนามิให้ชัดเจนตามชายหาดทุกแห่ง

                                2. จังหวัดกระบี่

                                        1) การสร้างบ้านถาวร  บ้านน็อกดาวน์ที่ได้รับจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่มีห้องน้ำ  ห้องส้วม  และฐานราก    จึงต้องการงบประมาณมาสนับสนุนในการดำเนินการหลังละ  47,000  บาท  และที่เกาะลันตา หลังละ 57,000  บาท  โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น  จำนวน 22  ล้านบาท

                                        2) การก่อสร้างหอสัญญาณเตือนภัย  19  จุด  ที่จังหวัดกระบี่ใช้งบประมาณจากยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดมาดำเนินการนั้น   จังหวัดต้องการให้มีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เตือนภัยแห่งชาติมาช่วยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันกับของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

                                        3) การแก้ไขกฎหมายผังเมืองที่เกาะพีพี   ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ยกเลิกกฎกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม  ฉบับที่  3  (..2535) ออกตามความใน พ...ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.. 2535  ในส่วนของเกาะพีพี  เรื่องห้ามก่อสร้างโรงแรม  และขอให้แก้ไขประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ในจังหวัดกระบี่ พ.. 2546  เฉพาะบริเวณเกาะพีพี  ในเรื่องความสูงของอาคาร  ให้สอดคล้องกับประกาศของกรมโยธาธิการและผังเมือง  เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ในการวางและจัดทำผังเมืองรวมในท้องที่จังหวัดกระบี่ (ฉบับที่  2)  ลงวันที่ 2  พฤษภาคม  2548

                                        4) การก่อสร้างท่าเทียบเรือที่เกาะพีพี    ซึ่งได้รับงบประมาณในการดำเนินการแล้ว  แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ   จึงขอให้พิจารณาดำเนินการเรื่องนี้   เพื่อจะได้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป  

                                3. จังหวัดพังงา

                                        1) การก่อสร้างถนน  และ Walk way บริเวณเขาหลัก  ควรมีระบบไฟฟ้าแสงสว่างและการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

                                        2) การก่อสร้างหอสัญญาณเตือนภัยเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว  จำนวน 20  จุด (1 เสา ต่อ 1 จุด)  และทางหนีภัย   ขอให้เร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว

                                        3) ความชัดเจนในการจัดงานครบรอบ  1  ปี สึนามิ 

                                        โดยเรื่องที่สมควรเร่งรัดโดยเร็ว  ได้แก่ 

                                        1) การก่อสร้างท่าเทียบเรือที่เกาะพีพี   จังหวัดกระบี่  เพื่อรองรับการฟื้นฟูเกาะพีพีและรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว 

                                        2) การก่อสร้างปรับปรุงถนนที่บริเวณเขาหลัก  ระยะทาง  3.5  กิโลเมตร เพื่อรองรับการฟื้นฟูเขาหลักและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่จะกลับมารำลึกถึงวันครบรอบเหตุการณ์สึนามิ 

                                        3) การติดตั้งหอสัญญาณเตือนภัย  ป้ายและเส้นทางหนีภัย  ของทั้ง 3  จังหวัด  เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว 

                               

6. เรื่อง  รายงานผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่  นายสุรนันทน์  เวชชาชีวะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการอำนวยการฯ  ทำการแทนประธานกรรมการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติใน 6 จังหวัด   ภาคใต้เสนอ  รายงานผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติใน  6 จังหวัดภาคใต้ตามภารกิจของรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ   เครืองาม)  ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้  รวม 3 ภารกิจ คือ  ภารกิจในฐานะเจ้าภาพรับผิดชอบเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชย  ช่วยเหลือ เยียวยา    การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัยและผู้ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติ ภารกิจในฐานะประธานกรรมการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติภัย  6 จังหวัดภาคใต้  และภารกิจในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                1. ภารกิจในฐานะเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบการใช้จ่ายเงินเพื่อชดเชย  ช่วยเหลือ เยียวยาการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัยและผู้ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย

                                รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)  ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการฯ ได้เร่งรัดให้มีการใช้จ่ายเงิน ทั้งจากงบกลาง  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งเป็นการช่วยเหลือ  เยียวยาการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในลักษณะการช่วยเหลือเร่งด่วนเฉพาะหน้าให้กับผู้ประสบภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติ  โดยหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการช่วยเหลือเสร็จสิ้นไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถสรุปเฉพาะรายการที่สำคัญ ดังนี้

                                (1) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เสียชีวิต สูญหาย  บาดเจ็บ  และผู้ว่างงาน  รวมจำนวน 33,733 ราย  เป็นเงิน 127,463,000 บาท

                                (2) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นค่าขนย้ายศพ  ค่าทำศพ   ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ   ช่วยเหลือญาติผู้ประสบภัย  ช่วยเหลือเงินยังชีพ  ช่วยเหลือค่าเช่าบ้านพักอาศัย และกรณีทรัพย์สินเสียหาย  เช่น ที่อยู่อาศัย  เครื่องมือประกอบอาชีพ  เครื่องนุ่งห่ม  ของใช้ประจำวัน   เป็นต้น รวมจำนวน 117,301 ราย เป็นเงิน 579,150,505 บาท

                                (3) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยดำเนินการส่งศพผู้เสียชีวิตกลับประเทศและส่งผู้ประสบภัยเข้าที่พักรวม จำนวน 1,884 ราย  เป็นเงิน 6,014,692.02 บาท

                                (4) กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติไปแล้ว รวม 18,173 ราย เป็นเงิน 284,455,000 บาท และขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

                                (5) กรมประมงได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอาชีพประมงเป็นค่าซ่อมแซมเรือประมง  ช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  เครื่องมือประมง  กิจการแพปลา  และเรือท่องเที่ยวไปแล้ว   จำนวน 24,486 ราย  เป็นเงิน 515,494,405 บาท  และขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือกรณีมีผู้ร้องเรียนอุทธรณ์ขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม

                                2. ภารกิจในฐานะประธานกรรมการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้  คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณจากงบกลางฯ ให้คณะกรรมการอำนวยการฯ  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติ  จำนวน 5,972,839,027 บาท โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพหลักดำเนินการประสานให้สำนักงบประมาณอนุมัติการเบิกจ่ายเงินให้หน่วยงานต่าง ๆ แล้วจำนวน 5,747,300,454.15 บาท  และคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ (รวม 13 คณะ)  ได้เบิกจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้ว จำนวน 3,322,914,329.13 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 57.81

                                3. ภารกิจในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548)  คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติงบประมาณจากกองทุนฯ ให้คณะกรรมการอำนวยการฯ เพื่อใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยของคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ จำนวน 385,243,670 บาท เบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว จำนวน 296,847,408.17 บาท คิดเป็นร้อยละ 77.05

                                สรุปภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย   คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้รับวงเงินทั้งจากเงินกองทุนฯ และจากงบกลางฯ  รวมจำนวน 6,132,544,124.15 บาท   ใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติไปแล้ว จำนวน 3,619,761,737.30 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59.03 สำหรับการดำเนินการส่วนที่เหลือ  ซึ่งเป็นการบูรณะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน  และซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่าง ๆ  ขณะนี้ ได้ทำสัญญาผูกพันหมดแล้ว   และอยู่ระหว่างรอการเบิกจ่ายเงินเท่านั้น  นอกจากนี้  ยังมีบางส่วนเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอาชีพประมงที่ร้องขออุทธรณ์การช่วยเหลือ  และการช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ  ซึ่งได้มีการแจ้งขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากคณะกรรมการอำนวยการฯ ขณะนี้  เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของจังหวัด   และหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ซึ่งจะได้รีบนำผลการดำเนินการเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการฯ  พิจารณาในวันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2548 ให้เสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.. 2548

 

7.  เรื่อง  รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ SMEs  ในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ SMEs  ในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ดังนี้

                                                1. การเข้าร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบภัย  โดยมีผู้ประกอบการ SMEs  ที่ประสบภัยได้รับอนุมัติเข้าร่วมลงทุน จำนวน 27 ราย วงเงินทั้งสิ้น 500.60 ล้านบาท แบ่งออกเป็น

                                                                        - จังหวัดภูเก็ต  จำนวน 15 ราย วงเงินทั้งสิ้น 205.00 ล้านบาท

                                                                        - จังหวัดพังงา  จำนวน 7 ราย วงเงินทั้งสิ้น 249.5 ล้านบาท

                                                                        - จังหวัดกระบี่  จำนวน 5 ราย วงเงินทั้งสิ้น  46.10 ล้านบาท

                                                ทั้งนี้   อยู่ในระหว่างการวิเคราะห์เชิงลึก  เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการร่วมลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยอีก 71 ราย  เป็นวงเงินร่วมลงทุน  1,824 ล้านบาท  นอกจากนี้  ผู้ประกอบการ SMEs   ที่ได้รับการร่วมลงทุนจาก สสว. แล้ว สสว. ได้จัดส่งพี่เลี้ยงธุรกิจ  เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแนะนำในการประกอบธุรกิจด้วย

                                                2. การประสานงานกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs  ที่ประสบปัญหาทางการเงิน จำนวน 769 ราย วงเงิน 621.86 ล้านบาท   ประกอบด้วย ธพว. จำนวน 512 ราย วงเงิน 397.30 ล้านบาท  ธนาคารออมสิน  จำนวน 61 ราย  วงเงิน 19.56 ล้านบาท    ธกส. จำนวน 92 ราย วงเงิน 12.7 ล้านบาท และธนาคารพาณิชย์อื่น จำนวน 104 ราย วงเงิน 192.30

ล้านบาท แยกเป็น

                                                - จังหวัดภูเก็ต จำนวน 262 ราย วงเงินทั้งสิ้น 297.16 ล้านบาท

                                                - จังหวัดพังงา จำนวน   62 ราย วงเงินทั้งสิ้น 49.60 ล้านบาท

                                                - จังหวัดกระบี่ จำนวน 272 ราย วงเงินทั้งสิ้น 241.94 ล้านบาท

                                                - จังหวัดระนอง จำนวน 173 ราย วงเงินทั้งสิ้น 33.16 ล้านบาท

                                3. การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับเทศบาลเมืองป่าตองและ 5 องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ อบต.ฉลอง   อบต.ราไวย์   อบต.ไม้ขาว  อบต.กมลา  และอบต.เชิงทะเล  เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการ SMEs  ในพื้นที่ดังกล่าว

 

8. เรื่อง สรุปความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบภัยธรณีพิบัติ “สึนามิ”

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอสรุปความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบภัยธรณีพิบัติ “สึนามิ” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ในส่วนของความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบภัยธรณีพิบัติ “สึนามิ” ดังนี้

                                1.  การดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

                                        1.1  สสว. ได้พิจารณาเข้าร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบภัย  โดยได้รับอนุมัติการเข้า

ร่วมลงทุน จำนวน 27 ราย  วงเงิน 500.60 ล้านบาท  แยกตามจังหวัด ดังนี้

 

จังหวัด

จำนวนราย

จำนวนเงินลงทุน (ล้านบาท)

ภูเก็ต

15

205

พังงา

7

249.5

กระบี่

5

46.10

รวม

27

500.60

                                       

                                                ผู้ประกอบการ SMEs ที่ สสว. ได้เข้าร่วมลงทุน จะได้รับความช่วยเหลือให้คำปรึกษาแนะนำในการดำเนินธุรกิจจากระบบพี่เลี้ยงธุรกิจที่ สสว. มีอยู่ด้วย

                                                มีโครงการที่อยู่ในระหว่างการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติอีก 71 ราย วงเงินขอร่วมลงทุน 1,824 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548)

                                        1.2  ศูนย์ประสานงานและบริการฟื้นฟู SMEs ที่ประสบภัยสึนามิของ สสว. ได้ประสานสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs ที่มาขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ จำนวน 769 ราย  วงเงิน 621.86 ล้านบาท     (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548)  มีรายละเอียดสรุปแยกตามสถาบันการเงินและรายจังหวัด ดังนี้

 

สถาบันการเงิน

จำนวนราย

จำนวนเงินที่ต้องการ (ล้านบาท)

ธพว.

512

397.30

ธนาคารออมสิน

61

19.56

ธกส.

92

12.7

ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ

104

192.30

รวม

769

621.86

 

จังหวัด

จำนวนราย

จำนวนเงินที่ต้องการ (ล้านบาท)

ภูเก็ต

262

297.16

พังงา

62

49.60

กระบี่

272

241.94

ระนอง

173

33.16

รวม

769

621.86

                                       

                                        1.3  สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ 5 องค์กรบริหารส่วนตำบลจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ อบต.ฉลอง  อบต.ราไวย์  อบต.ไม้ขาว  อบต.กมลา  และ อบต.เชิงทะเล ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ดังกล่าว

                                2.  การดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

                                        2.1  ธพว. อนุมัติให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบภัยธรณีพิบัติกู้เงิน พักหนี้และผ่อนปรน รวมทั้งสิ้น 704 ราย   วงเงิน 701.48 ล้านบาท   จากยอดคำขอของลูกค้า จำนวน 982 ราย วงเงินขอกู้ 919.74 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2548)  แยกตามประเภทเงินกู้และตามจังหวัด ดังนี้

 

ประเภทเงินกู้

คำขอกู้จากลูกค้า

วงเงินที่ ธพว. อนุมัติ

ราย

วงเงิน

(ล้านบาท)

ราย

วงเงิน

(ล้านบาท)

1. วงเงินเพื่อการ Refinance

17

411.23

12

376.69

2. วงเงินเพื่อการฟื้นฟูกิจการ (เป็นเงินหมุนเวียนเพื่อซ่อมแซมอาคาร/เครื่องมือ/เครื่องใช้ในส่วนที่เสียหาย)

934

456.04

668

278.88

รวม Refinance และการฟื้นฟู

951

867.27

680

655.57

 

จังหวัด

วงเงินเพื่อการ Refinance

วงเงินเพื่อการฟื้นฟู

ราย

วงเงิน (ล้านบาท)

ราย

วงเงิน (ล้านบาท)

ภูเก็ต

8

301.91

259

142.02

พังงา

-

36.22

170

68.86

กระบี่

2

34.55

191

57.03

ระนอง

-

 

39

8.85

สตูล

1

0.81

6

1.02

ตรัง

1

3.20

3

1.30

รวม 6 จังหวัด

12

376.69

668

278.88

 

สำหรับการพักชำระหนี้ ผ่อนปรนหนี้ และอื่น ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการ  ธพว. ได้ดำเนินการในจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้

 

จังหวัด

คำขอจากลูกค้า

ธพว. พิจารณาอนุมัติ

ราย

วงเงิน (ล้านบาท)

ราย

วงเงิน (ล้านบาท)

ภูเก็ต

14

30.29

10

29.70

พังงา

-

-

-

-

กระบี่

5

18.94

5

13.60

ระนอง

-

-

-

-

สตูล

7

1.63

5

1.18

ตรัง

5

1.62

4

1.45

รวม

31

52.48

24

45.91

 

                                        2.2  ธพว. ได้พิจารณาคำขอของลูกค้า แต่ไม่อนุมัติและอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2548)

 

คำขอที่ไม่อนุมัติ / คำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ราย

วงเงิน

(ล้านบาท)

1.  ไม่อนุมัติ (ไม่ได้รับผลกระทบ / ไม่มีความสามารถ)

 

 

     1.1  ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ

59

32.22

     1.2  ผู้ยื่นขอกู้ขอยกเลิกคำขอสินเชื่อ 

172

58.03

     1.3  รวม

231

90.25

     1.4  ไม่อนุมัติพักชำระหนี้

11

38.20

ยอดรวมสุทธิ

242

128.45

 2.  อยู่ระหว่างดำเนินการ

อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย

ลูกค้าอยู่ระหว่างเตรียมเอกสาร/หลักฐาน

สถาบันการเงินอยู่ระหว่างพิจารณา

อื่น ๆ (โปรดระบุ)

รวม

อยู่ระหว่างพิจารณาพักหนี้

                                        ยอดรวมสุทธิ

 

-

11

24

-

35

1

36

 

-

-43.60

11.42

-

55.02

2.90

57.92

3.  อนุมัติไม่เต็มวงเงินขอสินเชื่อ

-

31.90

                                               รวมทั้งสิ้น

218.26

278

 

หมายเหตุ  :  กรณีลูกค้า 1 ราย   มีการพักชำระหนี้และอนุมัติสินเชื่อเพื่อจะนับจำนวนรายในการอนุมัติสินเชื่อ

 

9. เรื่อง  สรุปผลการตรวจเยี่ยมพื้นที่อำเภอของรัฐมนตรี

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสรุปข้อสั่งการของรัฐมนตรีแต่ละท่านในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ 8 อำเภอ ของจังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2548ดังนี้

                                1. อำเภอเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายประชา  มาลีนนท์) สั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สนับสนุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ให้ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะปันหยียืมใช้เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าในแหล่งท่องเที่ยวเกาะปันหยี และสั่งการให้การประปาส่วนภูมิภาคพิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการขยายเขตประปาจากเกาะปันหยีไปยังเกาะไม้ไผ่ รวมทั้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านสองแพรกด้วย

                                2. อำเภอตะกั่วป่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายยงยุทธ  ติยะไพรัช) สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนป้องกันตลิ่งทั้งฝั่งบ้านน้ำเค็มและเกาะคอเขาและให้ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติเร่งดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัย พร้อมประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว รวมทั้ง ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพื้นที่ที่ยังมีปัญหาการทับซ้อนกับที่ดินของรัฐและการกำหนดแนวเขตพื้นที่ให้ชัดเจน

                                3. อำเภอตะกั่วทุ่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) สั่งการให้อำเภอรณรงค์ส่งเสริมการเก็บน้ำไว้ใช้ในระดับครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และให้อำเภอประสานกับอุตสาหกรรมจังหวัด สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น พัฒนาการออกแบบและคุณภาพสินค้า OTOP ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมทั้งให้กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี สำรวจข้อมูลท่าเทียบเรือทั้งหมดของ 3 จังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท่าเทียบเรือโดยรวมของกลุ่มจังหวัดให้ชัดเจน

                                4. อำเภอท้ายเหมือง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายพงษ์ศักดิ์  รักตพงศ์ไพศาล) สั่งการให้จังหวัดพังงาประสานกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อโอนถนนสายที่ชำรุดและไม่สามารถทำการปรับปรุง ให้กับกรมทางหลวงชนบทและให้กรมขนส่งทางน้ำจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการปรับปรุงท่าเทียบเรือทับละมุให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สะดวก ตลอดทั้งสั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาลในหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำ

                                5. อำเภอกะปง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายปรีชา  เลาหพงศ์ชนะ) สั่งการให้ ธกส. ดำเนินการเปิดสาขาย่อยในพื้นที่อำเภอ เพื่อให้บริการธุรกรรมทางการเงินแก่ราษฎรและให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพืชผลตกต่ำ

                                6. อำเภอทับปุด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอดิศร  เพียงเกษ) สั่งการให้กรมชลประทานพิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทาน 3 โครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับราษฎรในพื้นที่ และมอบหมายให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เร่งรัดดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 ในพื้นที่ประกาศเขต สปก. แล้ว เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร

                                7. อำเภอคุระบุรี  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายรุ่ง  แก้วแดง) เห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีคุระบุรี โดยให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องความเหมาะสมของจำนวนนักเรียน รูปแบบสถานศึกษาซึ่งอาจเป็นวิทยาลัยชุมชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของนักธุรกิจในชุมชน และการปรับลดงบประมาณลงโดยระยะแรกควรทำการศึกษาออกแบบและเตรียมพื้นที่ก่อน

                                8. อำเภอเกาะยาว  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (พล.. ชัยนันท์  เจริญศิริ) สั่งการให้กรมทางหลวงชนบทบรรจุโครงการสร้างถนนของอำเภอ สายบ้านป่าทราย-บ้านท่าเขา เป็นโครงการเพิ่มเติมไว้ในแผนปี 2549 และให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมปี 2549 หรือ 2550 เพื่อดำเนินการขุดลอกร่องน้ำระหว่างเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ เพื่อให้การคมนาคมขนส่งทางเรือระหว่างเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่มีความสะดวกขึ้น รวมทั้งให้กรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนงบประมาณดำเนินการก่อสร้างบ่อดิบสำหรับระบบประปาเทศบาลตำบลเกาะยาว

 

10. เรื่อง มติคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2548

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานมติคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ครั้งที่ 1/2548 ซึ่งได้ประชุม เมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2548 เวลา 10.00 .  ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  สรุปสาระสำคัญและมติที่ประชุมได้ดังนี้

                                1.  ที่ประชุมเห็นชอบเกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นปี และรับทราบมาตรการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2548 ดังนี้

                                        1.1  ในช่วงครึ่งแรกของปี 2548 ราคาน้ำมันได้เพิ่มสูงขึ้นมากจาก 29.3 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาเรล  ในปี 2547 เป็น 44.55 ดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.7 การบริโภคน้ำมันอย่างไม่ประหยัดคือสูงกว่า OECD ถึง 3 เท่า  ผลกระทบจากสึนามิทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 4.2 จากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ภัยแล้ง และภาวะการขาดแคลนน้ำส่งผลให้ผลผลิตของพืชผลที่สำคัญ อาทิ ข้าว และอ้อย ลดลง  รวมทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น

                                        1.2  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การประหยัดพลังงานโดยสนับสนุนการใช้ก๊าซ NGV ปรับฐานเงินเดือนราชการขึ้นร้อยละ 5 หรือคิดเป็นวงเงิน 8,600 ล้านบาท  สนับสนุนการให้ภาคเอกชนปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั้งประเทศ   เพิ่มขึ้น หรือเทียบเท่าวงเงิน 1,260 ล้านบาท  ขยายเบี้ยคนชรา วงเงินงบประมาณ จำนวน 486 ล้านบาท  เร่งรัดงบ SML  โดยให้หมู่บ้านละ 250,000 – 350,000 บาท  และเร่งรัดการส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นอีก 80,600 ล้านบาท มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 หรือ 94.146 ล้านบาท

                                2.  ที่ประชุมมีความเห็นว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต คือ ความเข้าใจและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีใน 4 เรื่อง คือ สินค้าและบริการ เงินทุน มนุษย์ ความรู้ และข้อมูลข่าวสาร  ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบและมอบหมายให้คณะทำงานภายใต้การกำกับของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ทั้ง 4 เรื่องดังกล่าว  เสนอรายงานการศึกษาและยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อคณะกรรมการ กพข. เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

                                3.  ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้  โดยมอบหมายให้ สศช. รับไปทำการศึกษาในรายละเอียดและนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่จะจัดตั้งขึ้น และคณะกรรมการ กพข. ดังนี้

                                        3.1  หลักการพื้นฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้  ที่ประชุมเห็นชอบหลักการพื้นฐานของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ใน 4 หลักการ คือ (1) การสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและแข่งขันได้  (2) การเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยฐานความรู้  (3) การดำเนินนโยบายสังคมเชิงรุก  และ (4) การสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค

                                        3.2  การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ  ดังนี้

                                                3.2.1  ปรับโครงสร้างภาคเกษตร  โดยมุ่งเน้น 3 เรื่อง คือ (1) ให้เป็นแหล่งผลิตวัสดุไฟเบอร์  (2) ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารและมีความมั่นคงด้านอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีอนาคตและสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และ (3) ให้เป็นแหล่งพืชพลังงานทดแทน (Bio-fuel)

                                                3.2.2  ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม  โดยพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เน้นการสร้างมูลค่า โดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรม  เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีการออกแบบและตราสินค้าของตนเองแทนการรับจ้างผลิตโดยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง รวมถึงการวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและแนวโน้มการตลาดที่ดี เช่น พลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และโภชนะบำบัด (Nutraceutical) เป็นต้น

3.2.3  ปรับโครงสร้างภาคบริการ เพิ่มประเภทบริการที่เกิดใหม่ตามพัฒนาการของภาคการผลิต และวิถีการดำรงชีวิตสมัยใหม่ที่ต้องการบริการใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น บริการรักษาความปลอดภัย บริษัททำความสะอาด ฯลฯ  ไม่พึ่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากจนเกินไป ตลอดจนผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นไทยในบริการที่แสดงเอกลักษณ์ไทย

                                        3.3  การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน  โดยที่การใช้พลังงานของไทยอยู่ในระดับสูง และร้อยละ 80 ของพลังงานต้องนำเข้าจากต่างประเทศตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องผลิตพลังงานทดแทนภายในประเทศจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ได้แก่ การส่งเสริมและเร่งผลิตพืชพลังงาน การส่งเสริมการใช้ NGV ในรถยนต์และเรือประมง และการปรับรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) 

                                        3.4  การเร่งรัดการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects)  เพื่อเป็นฐานรองรับการแข่งขันให้กับประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ที่สำคัญได้แก่ ระบบโลจิสติกส์ ระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบที่เหมาะสมกับเมืองใหญ่ ๆ ระบบไฟฟ้า และน้ำประปา และระบบคมนาคมทางถนนที่มีประสิทธิภาพ

                                        3.5  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้ง และสร้างความมั่งคงและระบบจัดสรรน้ำที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพให้กับภาคเศรษฐกิจและภาคครัวเรือนประชาชน

                                        3.6  การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้  ปัจจุบันโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรมและบริการโดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของต่างชาติหรือร่วมทุน จึงมีการตั้งราคาโอนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transfer pricing)  ทำให้รายจ่ายภาคบริการ ในหมวดลิขสิทธิ์ ค่ารอยัลตี้ (Royalty)  และค่าเครื่องหมายการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางด้านการถ่ายโอนองค์ความรู้จากต่างประเทศ และมียุทธศาสตร์รองรับที่เหมาะสมและคำนึงถึงการต่อยอดภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

                                        3.7  การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานล่างเพื่อเป็นฐานรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ  โดยสามารถดำเนินการผ่านนโยบาย มาตรการ และกลไกของรัฐบาล เช่น จัดสรรงบประมาณลงสู่หมู่บ้าน SML เพื่อใช้ในกิจกรรมการลงทุนสร้างมูลค่าให้กับฐานทรัพยากร โดยใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ของท้องถิ่น (Value Creation)  เร่งสร้างผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  ตลอดจนเร่งเชื่อมโยงตลาด     ฐานการผลิตและทรัพยากรกับประเทศเพื่อนบ้านตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

                                        3.8  การเร่งรัดพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเป็นฐานสังคมแห่งภูมิปัญญา (Wisdom Based Society) โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของแรงงานทั้งด้านวิชาความรู้พื้นฐานและจริยธรรม มากกว่าปริมาณที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษา รวมทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมนอกระบบการศึกษาให้สามารถกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การพัฒนาภูมิปัญญาและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ 

                                4.  ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ  เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทาง มาตรการ และแผนปฏิบัติการการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกำกับและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธาน รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นอนุกรรมการ โดย สศช. ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ

                                5.  ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.. 2549 ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท จากรายการงบกลางค่าใช้จ่ายเพื่อปรับกลยุทธ์และรองรับการเปลี่ยนแปลง (วงเงิน 27,200 ล้านบาท) เพื่อเป็นงบประมาณที่ใช้สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ  โดยมีหลักการใช้เงินงบประมาณจำนวนนี้ 2 ประเภท คือ (1) เพื่อสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานและบุคลากรทั้งของภาครัฐและเอกชน และ (2) เพื่อจัดทำโครงการนำร่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ  โดยมอบหมายให้ สศช. เป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ให้ สศช. จัดทำรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

11. เรื่อง  รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความ
                  ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต.) รายงานผลคืบหน้าการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ดังนี้

                                1. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ

                                        คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมอีก 1 คณะ คือ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ประชาสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจนโยบายและแนวทางปฏิบัติอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ จัดทำคู่มือหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ เพื่อเผยแพร่ต่อประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ทั้งภาษาไทยและภาษายาวี รวมทั้งจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ภารกิจ และผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                2. การปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ

                                        คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ฯ ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยา โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติเงินให้ความช่วยเหลือเพียงหน่วยเดียว เพื่อมิให้เกิดกรณีให้ความช่วยเหลือซ้ำซ้อน และเป็นการบูรณาการงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547 กำหนดให้กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) เป็นผู้พิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบฯ สำหรับในส่วนการพิจารณาให้ความช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน หรือกรณีระทึกขวัญ เช่น กรณีเหตุระเบิดร้ายแรง กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนในเบื้องต้น

                                3. การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

                                        3.1 การช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์

                                                คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาฯ โดยจ่ายเงินช่วยเหลือจากงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.. 2548 (ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548) ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 922 ราย เป็นเงิน 113,023,461 บาท และโรงเรียนเสียหาย จำนวน 40 หลัง เป็นเงิน 76,943,000 บาท จำแนกได้ ดังนี้

 

การให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์

จำนวน

(ราย)

งบประมาณ

(บาท)

1. เสียชีวิต/บาดเจ็บ/ทุพพลภาพ

105

                18,710,000

2. ทรัพย์สินเสียหาย

25

1,085,500

3. พืชผลทางการเกษตรเสียหาย

31

1,206,847

4. ผู้ประกอบการ

31

12,533,614

5. การส่งเสริมประกอบอาชีพเกษตร

    (ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง)

 

 

70,000,000

6. เงินฟื้นฟูสมรรถภาพ

4

800,000

7. ทุนการศึกษาแก่บุตรผู้ได้รับผลกระทบ

743

8,687,500

8. โรงเรียนเสียหาย

40 (หลัง)

76,943,000

รวม

922

40 (หลัง)

113,023,461

76,943,000 

รวม

 

189,966,461

                                       

อนึ่ง จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบประมาณรายจ่าย งบกลางฯ ปีงบประมาณ พ.. 2548 เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและตรวจสอบจากสำนักงบประมาณ ดังนี้

 

หน่วยงาน

การให้ความช่วยเหลือเยียวยา

งบประมาณ (บาท)

จังหวัดยะลา/ปัตตานี/นราธิวาส/สงขลา

เสียชีวิต/ทุพพลภาพ/บาดเจ็บ

5,010,000

 

จังหวัดนราธิวาสและสงขลา

ทรัพย์สินเสียหาย

4,738,120

กระทรวงสาธารณสุข

ด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูจิตใจ

36,800,000

จังหวัดสงขลา

โครงการฝึกอาชีพสตรีผลิตเครื่องแต่งกายมุสลิม

1,440,000

กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

การฟื้นฟูด้านจิตใจ

214,521,500

กระทรวงวัฒนธรรม

โครงการผู้นำศาสนาพลังใจ

300,000

 

รวม

262,809,620

 

ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินโครงการแล้ว คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบเป็นระยะ ๆ ในโอกาสต่อไป

                                        3.2 การช่วยเหลือเยียวยากรณีพิเศษ

                                                คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยใช้จ่ายเงินจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,930,000 บาท ดังนี้

                                                (1) ช่วยเหลือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่จังหวัดสงขลา เป็นเงิน 500,000 บาท

                                                (2) ช่วยเหลือเป็นเงินทำบุญทางศาสนาแก่ศพไม่มีญาติกรณีเหตุการณ์ตากใบ จำนวน 12 ราย เป็นเงิน 360,000 บาท

                                                (3) เงินทำบุญให้กับญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 จำนวน 99 ราย เป็นเงิน 990,000 บาท

                                                (4) เงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลทำกายภาพบำบัดและนวดแผนโบราณ จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 8,000 บาท

 

                                4. การจัดทำฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ

                                        คณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ฯ โดยคณะทำงานจัดทำฐานข้อมูลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ ได้จัดทำฐานข้อมูลระยะที่ 2 ดังนี้

                                        4.1 จัดทำโปรแกรมบันทึกข้อมูลเพิ่มเติม

                                        4.2 พัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมในส่วนที่ระยะที่ 1 ยังไม่ได้ดำเนินการ ได้แก่ ระบบติดตามและประเมินผลความช่วยเหลือ การนำเทคโนโลยี GIS มาใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลและการจัดทำรายงาน การเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภายนอก เช่น PMOC/MOC

                                        4.3 ปรับปรุงฐานข้อมูลระยะที่ 1 โดยเพิ่มเติมรายละเอียดข้อมูลเพิ่มขึ้น เช่น ข้อมูลผู้ประสบภัย การประมวลผลรายงาน

                                        4.4 จัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นเพิ่มเติม ได้แก่ เครื่องแม่ข่าย อุปกรณ์เครือข่าย โปรแกรมการใช้งานต่าง ๆ

                                        4.5 จัดอบรมการใช้ระบบงานเพิ่มเติมให้แก่เจ้าหน้าที่ของจังหวัด รวมทั้งบริหารและบำรุงรักษาระบบเป็นระยะเวลา 1 ปี

                               

12. เรื่อง รายงานสรุปข้อมูลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์  (ครั้งที่ 19)

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสรุปข้อมูลความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ดังนี้

                                1. สรุปภาพรวมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

                                     รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจากเงินงบกลางฯ ปี 2548 และเงินบริจาคผ่านหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบสินเชื่อของธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิไปแล้ว (ข้อมูลถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2548) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,823.43 ล้านบาท  แยกเป็น

                                ·   จากเงินงบกลาง ปี 2548  เป็นเงิน  5,630.01 ล้านบาท

                                        ·  จากเงินบริจาคกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเงิน 385.24 ล้านบาท

                                        ·  จากระบบสินเชื่อของธนาคาร เป็นเงิน 37,808.18 ล้านบาท   รายละเอียดผลความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือแต่ละด้าน สรุปได้ ดังนี้

                                        1.1 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะเร่งด่วน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.. 2546 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2548) ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 609,476,615 บาท แยกเป็น

                                        - ด้านช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 317,381,574 บาท  (ค่าจัดการศพ 2,012 ราย  สูญหาย 1,406 ราย บาดเจ็บ 4,284 ราย ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ค่าเครื่องครัว เครื่องนอน ฯลฯ)

                                        - ด้านสังคมสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบภัย  เป็นเงิน 4,397,520 บาท

                                        - ด้านการแพทย์และสาธารณสุข  เป็นเงิน 2,409,712 บาท

                                        - ด้านพืช  เป็นเงิน 8,966,900 บาท

                                        - ด้านประมง  เป็นเงิน 921,000 บาท

                                        - ด้านปศุสัตว์  เป็นเงิน 5,495,511 บาท

                                        - ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เป็นเงิน  80,622,592 บาท

                                     - ด้านการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย  เป็นเงิน 189,281,806 บาท

                                        1.2  การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ของกรมประมง (ข้อมูล ณ วันที่

24 สิงหาคม 2548) รวมเป็นเงิน  515,494,405 บาท แยกเป็น

                                        – เรือประมง                                           7,640    ลำ         เป็นเงิน             268,938,280    บาท

                                        –      ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ                        7,724    ราย       เป็นเงิน             140,187,963    บาท

                                        –      เครื่องมือประมง                            7,850    ราย       เป็นเงิน               45,936,122    บาท

                                        –      เรือท่องเที่ยว                                  1,212    ราย     เป็นเงิน                50,917,350    บาท

                                        –      กิจการแพปลา                           60  แห่ง    เป็นเงิน                               9,514,690    บาท

                                        1.3 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย  จากเงินกองทุนช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการรายย่อยถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 จากยอด 100 ล้านบาท จ่ายแล้ว จำนวน 4,237 ราย เป็นเงิน 83,910,000 บาท  และได้รับอนุมัติความช่วยเหลือเพิ่มเติม ตามมติคณะอนุกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือฯ ครั้งที่ 7/2548 วันที่ 16 มิถุนายน 2548  อีกจำนวน 2,830 ราย เป็นเงิน 53,110,000 บาท ช่วยเหลือไปแล้ว 2,810 ราย  เป็นเงิน 52,030,000 บาท  (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2548) รวมช่วยเหลือไปแล้ว รวม 7,047 ราย  รวมเป็นเงิน  135,940,000 บาท

                                        1.4  การจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประสบภัย

                                                การก่อสร้างบ้านพักถาวร (หลังละ 100,000 บาท)  ในพื้นที่ประสบภัย 6 จังหวัด ยื่นความจำนง 3,699 ราย ความต้องการให้รัฐสร้างบ้าน 3,167 หลัง (ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548) เป็นเงิน 83,800,000 บาท

                                        1.5 ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศช่วยเหลือแล้ว 3,556  คน เป็นเงิน  75,458,517.79  บาท

                                        1.6 ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ว่างงาน  ช่วยเหลือไปแล้ว 51,057 คน  เป็นเงิน 165,785,597.00 บาท

                                        1.7 ให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ช่วยเหลือแล้ว 16,954 คน   เป็นเงิน  266,769,750.00 บาท

                                        1.8 พิจารณาสิทธิประโยชน์ตอบแทนข้าราชการ ได้รับอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรี 11,18,25 .. 2548 จำนวน 400,000,000 บาท ช่วยเหลือแล้ว  เป็นเงิน  217,988,819.00 บาท

                                        1.9 จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้ (โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินบริจาค 5.5 ล้านบาท)  

                                        1.10 ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้ให้ความช่วยเหลือโดยการอนุมัติสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินไปแล้ว 7,232 คน  เป็นเงิน 37,808,184,000.00 บาท (ไม่ใช้งบประมาณ)

                                        1.11 ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการที่ได้รับความเสียหาย 10 หน่วยงาน ช่วยเหลือแล้ว เป็นเงิน 623,792,322.48 บาท

                                        1.12 พิจารณาชดเชยค่าใช้จ่ายของหน่วยงานที่สำรองจ่ายแล้ว และงบฟื้นฟูภายหลังภัยพิบัติ 9 หน่วยงาน ช่วยเหลือแล้ว 1,017 คน เป็นเงิน 678,241,829.06 บาท

                                        1.13 การบูรณะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและโยธา เป็นเงิน 87,946,077.57 บาท

                                2.     ผลความคืบหน้าการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและบริหารจัดการศพของศูนย์ปฏิบัติการฯ (TTVI) (ณ วันที่ 29 .. 48)

                                        · ยอดจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด  5,395  คน

                                        · ตรวจพิสูจน์ยืนยันบุคคลผู้เสียชีวิต โดยญาติรับศพไปแล้ว (ช่วงแรก) จำนวน 1,618 ศพ แยกเป็น คนไทย 1,408 ศพ  คนต่างชาติ 210 ศพ

                                        · สามารถพิสูจน์ยืนยันบุคคลและรับศพไปแล้ว 2,218 ศพ (สุสานไม้ขาว 1,877 ศพ สุสานบางมะรวน 191 ศพ สุสานทุ่งโหรง 150 ศพ) ในจำนวนนี้เป็นคนต่างชาติจาก 37 ประเทศ จำนวน 1,654 ศพ (เยอรมัน 467, สวีเดน 492, ฟินแลนด์ 157, สวิสเซอร์แลนด์ 82, นอร์เวย์ 79, อังกฤษ 78, ออสเตรีย 69 ฯลฯ)

                                        · คงเหลือศพคนต่างชาติและศพคนไทยที่รอการยืนยัน จำนวน 1,490 ศพ และตรวจพิสูจน์ยืนยันแล้ว แต่ฝากไว้ 69 ศพ  รวมคงเหลือ 1,559 ศพ  แยกเป็น

                                                - เก็บไว้ที่สุสานบางมะรวน จ.พังงา             399    ศพ (คาดว่าเป็นคนไทย)

                                                - เก็บไว้ที่สุสานไม้ขาว จ.ภูเก็ต                   1,160    ศพ (คาดว่าเป็นคนต่างชาติ 1,091 ศพ และที่ฝากเก็บไว้ 69 ศพ)

                                3. กรมที่ดิน  ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เอกสารสิทธิชำรุด สูญหาย และทำการรังวัดปูเขตที่ดินที่หลักเขตสูญหาย ตลอดจนช่วยเหลือการจัดระเบียบที่ดิน สรุปผลการปฏิบัติงานจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2548  ดังนี้

                                        3.1  การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

 

จังหวัด

การขอออกใบแทน (แปลง)

บริการถ่ายเอกสารสิทธิที่ดิน (แปลง)

การจดทะเบียน

จำนองที่ดิน (แปลง)

การจัดระเบียบที่ดิน  (แปลง)

พังงา

743

499

110

1,406

ภูเก็ต

51

67

71

39

กระบี่

21

60

23

-

ระนอง

3

-

-

42

รวม

818

626

204

1,487

                       

                         หมายเหตุ     -  การขอออกใบแทน และบริการถ่ายเอกสารสิทธิที่ดิน  กรมที่ดินออกค่าใช้จ่ายให้

                                                -  การจดทะเบียนจำนองที่ดิน ได้ลดค่าธรรมเนียม

                                        3.2 การเดินสำรวจสอบเขตที่ดินทั้งตำบล และการเดินสำรวจออกโฉนดในพื้นที่จังหวัดพังงา ภูเก็ต  กระบี่  ระนอง

เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2548 ผลการดำเนินงาน ดังนี้

                                        - สอบเขตที่ดินทั้งตำบล แล้วเสร็จ 1,724 แปลง  (เป้าหมาย  4 จังหวัด คือ พังงา ภูเก็ต กระบี่ และระนอง  รวม 4,112

แปลง)  คงเหลือ 2,388 แปลง

                                                - เดินสำรวจออกโฉนด แล้วเสร็จ 328 แปลง (เป้าหมาย 2 จังหวัด คือ พังงา และสตูล  รวม 2,726 แปลง  คงเหลือ 2,398 แปลง)

                                4.     กรมโยธาธิการและผังเมือง  ดำเนินการจนถึงปัจจุบันใน 5 ภารกิจ ดังนี้

                                        1)    การตรวจสอบโครงสร้างอาคาร

                                        2)    การจัดทำแผนที่พื้นที่ประสบอุบัติภัย

                                        3)    การออกแบบวางผังที่พักอาศัยสำหรับผู้ประสบภัยและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวระยะเร่งด่วน

                                        4)    การวางและจัดทำผังฟื้นฟูชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน  การจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

 

จังหวัด

ตรวจสอบอาคาร (หลัง)

ออกแบบ

วางผังที่พักอาศัย (หลัง)

ทำแผนที่พื้นที่ประสบภัย

การวางและจัดผังฟื้นฟูชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน

การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาที่ดิน

ภูเก็ต

994

108

-

-

-

กระบี่

1,700

358

เกาะพีพี  อ่าวนาง

เกาะลันตาใหญ่

ชุมชนอ่าวนาง 

ชุมชนเกาะลันตาใหญ่

ชุมชนบางส่วนของเกาะพีพี

พังงา

2,267

603

เกาะคอเขา เกาะพระทอง

บ้านเขาหลัก บ้านน้ำเค็ม ชายทะเลท้ายเหมือง ทับละมุ และบ้านในไร่

ชุมชนบ้านน้ำเค็ม 

ชุมชนเกาะคอเขา 

และชุมชนเกาะพระทอง

ชุมชนบ้านบางเนียง-เขาหลัก  ชุมชนบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า

ตรัง

189

33

เกาะมุก ม.2 เกาะลิบง ม.3,5 

เกาะสุกร ม.2-4

-

-

ระนอง

366

166

กิ่ง อ.สุขสำราญ

ชุมชนประพาส 

กิ่ง อ.สุขสำราญ

-

สตูล

171

-

.เกาะสาหร่าย 

บ้านบ่อเจ็ดลูก ม.1

-

-

                               

                                5. การฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจากคลื่นยักษ์ (สึนามิ) ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามัน

                                        กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจากคลื่นยักษ์ (สึนามิ) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนี้

 

จังหวัด

สถานที่ฝึกซ้อม

วันที่ฝึกซ้อม

ภูเก็ต

บริเวณหาดป่าตอง อำเภอกระทู้

29 เมษายน 2548

กระบี่

บริเวณเทศบาลตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก

26 พฤษภาคม 2548

พังงา

บริเวณบ้านน้ำเค็ม ตำบลบ้านม่วง อำเภอตะกั่วป่า

20 มิถุนายน 2548

ตรัง

บริเวณหาดปากเมง ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา

4 กรกฎาคม 2548

ระนอง

บริเวณหาดประพาส ตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญ

27 กรกฎาคม 2548

สตูล

บริเวณหาดบ้านปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู

4 สิงหาคม 2548

                                สำหรับการฝึกซ้อมในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิอื่น ๆ ขณะนี้ได้มอบให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการจัดแผนการอพยพประชาชนและจัดการฝึกซ้อมให้ครบถ้วนแล้ว

                               

                                6. การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระบบฐานข้อมูล (Database) ของ กรมป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัย 

                                การจัดเก็บและบันทึกข้อมูล  ได้จัดเก็บในส่วนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นรายบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนฉุกเฉินและเบื้องต้น  จากส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง  และจังหวัดได้จัดเก็บและบันทึกเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 31  สิงหาคม 2548 มีข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นรายบุคคลบันทึกไว้ จำนวน  94,666 ราย สามารถสืบค้นใน www.disaster.go.th ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 

13. เรื่อง  ภาวะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2/2548 และแนวโน้มปี 2548

                                      คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2/2548 และแนวโน้มปี 2548  ดังนี้

                                1.  เศรษฐกิจในไตรมาสที่สองและครึ่งแรกของปี 2548

                                     1.1  เศรษฐกิจไตรมาสที่สองขยายตัวร้อยละ 4.4 สูงกว่าการขยายตัวร้อยละ 3.3 ในไตรมาสแรก  โดยผลกระทบจากภัย

แล้งต่อผลผลิตทางการเกษตรบรรเทาความรุนแรงลง ภาวะการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มขยายตัว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดีขึ้นจากการที่ภาวะการส่งออกปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอิเล็กทอร์นิกส์

 

                                                2548                                       Q1                          Q2                          H1

เกษตร                                                                                    -7.9                         -2.3                         -5.4

นอกภาคเกษตร                                                                    4.6                          5.0                          4.8

อุตสาหกรรม                                                                        3.5                          6.4                          5.0

โรงแรมและภัตตาคาร                                                        -2.0                         2.9                          0.5

(จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ)                                          -9.2                         1.9                          -4.1

บริการและอื่น ๆ                                                                  7.4                          4.1                          5.0

GDP                                                                                       3.3                          4.4                          3.9

 

                                     1.2  โดยรวมในครึ่งแรกปี 2548 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 ซึ่งดีกว่าการประมาณการจากแหล่งต่าง ๆ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมาก (ราคาน้ำมันดิบดูไบครึ่งแรกของปี 2547 เฉลี่ย 31.4 ดอลลาร์ต่อบาเรล เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 44.6 ดอลลาร์ต่อบาเรลครึ่งแรกปี 2548)  นอกจากนั้นยังมีภัยแล้ง ธรณีพิบัติภัยและความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ

                                     1.3  อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงเป็นร้อยละ 3.3 ในครึ่งแรกของปี โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรกและเพิ่มขึ้นเป็น
ร้อยละ
3.7
  ในไตรมาสที่สอง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1,500 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในไตรมาสแรกและขาดดุลมากขึ้นเป็น 4,710 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในไตรมาสที่สอง อย่างไรก็ตามอัตราการว่างงานเฉลี่ย 6 เดือนยังอยู่ในระดับต่ำเท่ากับร้อยละ 2.3 และรายได้โดยรวมยังเพิ่มสูงขึ้น   โดย GDP ณ ราคาปีปัจจุบันในไตรมาสที่สองเท่ากับ 1,718 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จาก 1,597 ล้านล้านบาทในไตรมาสที่สองของปี 2547

                                     1.4  อุปสงค์ภายในประเทศเป็นส่วนประกอบสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งแรก  โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก ในไตรมาสแรกมีการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 และ 11.7 ตามลำดับ และในไตรมาสที่สองการขยายตัวทรงตัวที่ร้อยละ 4.7 และ 12.3 ตามลำดับ

                                     1.5  การส่งออกแสดงแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้น  โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากุ้งและไก่ที่ปัญหาคลี่คลายลง ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นมาก เช่น ราคายางดิบชั้น 3 (F.O.B.) ซึ่งมีราคาเฉลี่ย 69.85 บาทต่อ กก. ในเดือน ก.. และ 66.72 บาท ในเดือน ส.. เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปี 2547 ร้อยละ 32.8 และ 29.2 ตามลำดับ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กลับมาขยายตัวได้มากขึ้นจากการส่งออกในกลุ่ม
disk drive และ hard disk  ในครึ่งแรกมูลค่าการส่งออกรวมในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 แต่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากถึง
ร้อยละ
31.2 จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 สินค้าทุนร้อยละ 20.2 และหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.0

                                2.  แนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2548

                                        2.1  การขยายตัวของเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในไตรมาสแรก และมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง  เนื่องจาก
(1) การส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นโดยเฉพาะการส่งออกในกลุ่มอาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ประเภทของใช้ในบ้าน สบู่ และเครื่องสำอาง (2) การบริหารการนำเข้าที่ประสิทธิภาพส่งผลให้การนำเข้าชะลอตัว   ซึ่งในเดือนกรกฎาคม มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.4 และ (3) การท่องเที่ยวฟื้นตัวมากขึ้นและทำให้ดุลบริการมีการเกินดุลต่อเนื่อง

                                        2.2  นอกจากนั้นยังมีการดำเนินมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี  ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลัง ที่สำคัญได้แก่ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบรัฐบาล  (2) กองทุน SML (3) การเพิ่มค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนข้าราชการ (4)การสนับสนุนการใช้  NGV การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล และ (5)จัดศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) จำนวน 2,000 หมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยประหยัดรายจ่ายการนำเข้า

        2.3 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยง/ข้อจำกัดต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องระมัดระวังในช่วงครึ่งหลัง

ของปีได้แก่

                                                (1) เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว โดยมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการคลังของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีภาวะร้อนแรงอยู่ในปัจจุบันในหลายประเทศที่อาจจะมีการปรับตัวอย่าง

รุนแรงในช่งปลายปีได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้เพียงประมาณร้อยละ 15

                                                (2) ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมากโดยเฉพาะภายหลังจากที่เฮอร์ริเคนแคทรินาได้สร้างความเสียหายแก่แท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก โรงกลั่น และท่าเรือที่จะกระทบต่อการขนถ่ายน้ำมัน แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถให้โรงกลั่นยืมน้ำมันดิบจากคลังสำรองยุทธศาสตร์มาใช้ได้บ้างก็ตาม ดังนั้น สศช. จึงปรับสมมติฐานน้ำมันดิบดูไบในช่วง 4 เดือนหลังของปีเป็น 60 ดอลลาร์ต่อบาเรล หรือราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง  50 - 55 ดอลลาร์ต่อบาเรล

                                                (3) การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี จะทำให้แรงกระตุ้นของอัตราดอกเบี้ยต่อการใช้จ่ายและการลงทุนลดลงกว่าครึ่งปีแรก

                                                (4) น้ำแล้ง อาจจะมีผลกระทบไม่เฉพาะการผลิตภาคเกษตร แต่จะกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกด้วย

                                                (5) การสะสมสินค้าคงคลัง ในครึ่งปีแรกมีมูลค่าสูงถึง 191,771 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.6 ของ GDP ซึ่งในส่วนของการสะสมวัตถุดิบจะช่วยให้การนำเข้าชะลอตัวในครึ่งหลังของปี แต่การสะสมสินค้าคงคลังในกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปซึ่งคาดว่าประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมดจะทำให้กิจกรรมการผลิตไม่ขยายตัวมากเท่ากับการใช้จ่ายที่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นในครึ่งหลังของปี

        2.4.  จากการทบทวนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจทั้งที่เป็นบวกและลบ สสช. จึงปรับประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2548 จาก ร้อยละ 4.5-5.5 เป็นร้อยละ 3.8-4.3 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วงร้อยละ 4.0-4.4 และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 1.9-2.4 ของ GDP

                                                                       

ประมาณการเศรษฐกิจปี 2548

 

ข้อมูลเบื้องต้น

ประมาณการ ปี 2548 ณ วันที่

2546

2547

7 มี..

6 มิ..

5 ..

GDP (ณ ราคาประจำปี : พันล้านบาท)

5,930.4

6,576.8

7,198.8

7,195.0

7,142.4

อัตราการขยายตัวของ GDP (ณ ราคา

คงที่, %)

6.9

6.1

5.5-6.5

4.5 – 5.5

3.8 – 4.3

การลงทุนรวม (ณ ราคาคงที่ , %)

11.9

14.4

15.6

11.9

11.0

การบริโภครวม (ณ ราคาคงที่,%)

5.8

5.4

5.7

5.1

4.9

มูลค่าการส่งออกสินค้า (พันล้านดอลลาร์ สรอ.)

78.1

96.1

110.3

111.1

105.5

อัตราการขยายตัว (%)

18.2

23.0

14.8

15.7

15.0

มูลค่าการนำเข้าสินค้า (พันล้านดอลลาร์ สรอ.)

74.3

94.4

113.4

116.1

118.2

อัตราการขยายตัว (%)

17.4

26.9

20.2

23.0

25.2

ดุลการค้า (พันล้านดอลลาร์ สรอ.)

3.8

1.7

-3.2

-4.9

-7.7

ดุลบัญชีเดินสะพัด (พันล้านดอลลาร์ สรอ.)

8.0

7.3

1.9

0.1

-3.2

ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP (%)

5.6

4.5

1.0

0.1

-1.9

เงินเฟ้อ (%)

 

 

 

 

 

ดัชนีราคาผู้บริโภค

1.8

2.7

3.1

3.6

4.1

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 กันยายน 2548

 

14. เรื่อง  ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้าการรายงานความพร้อมของหมู่บ้าน/ชุมชน  ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)  นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ  เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม  2548  จนถึงวันจันทร์ที่ 5 กันยายน  2548  โดยเป็นการรายงานผลครั้งที่ 5 ดังนี้ 

                                1. หมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ  ได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน  และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี  ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด  ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทยจำนวน 36,791 หมู่บ้าน/ชุมชน  แยกเป็น ภาคเหนือ 8,311 หมู่บ้าน/ชุมชน  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16,492 หมู่บ้าน/ชุมชน  ภาคกลาง 8,760 หมู่บ้าน/ชุมชน  ภาคใต้ 3,228 หมู่บ้าน/ชุมชน  ทั้งนี้ กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว  จำนวน 29,539 หมู่บ้าน/ชุมชน  ปรากฏว่ามีหมู่บ้าน/ชุมชน  ที่ส่งแบบรับรองผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน  ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 1,996 หมู่บ้าน/ชุมชน  โดยกรมการปกครองจะได้แจ้งจังหวัดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง  และส่งกลับมายังกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง 

                                2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณาจำนวน 27,543 หมู่บ้าน/ชุมชน  จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณให้หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว  แยกเป็น

                                1) ภาคเหนือ 6,128 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 1,363,750,000 บาท 

                                2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12,248 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 2,819,900,000 บาท 

                                3) ภาคกลาง 6,634 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 1,554,500,000 บาท

                                4) ภาคใต้ 2,533 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 598,100,000 บาท 

                                เมื่อสำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)  อนุมัติโอนเงินงบประมาณให้หมู่บ้าน/ชุมชน  ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว  จะมีเงินงบประมาณจัดสรรลงสู่พื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน  จำนวน 6,336,250,000 บาท 

 

15. เรื่อง  การจัดทำความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย – โมร็อกโก

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสำหรับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก   และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าวในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

                                ทั้งนี้  กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า  พระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโกได้เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์  และได้หารือกับนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์  2545  ทรงมีพระประสงค์ที่จะขยายความร่วมมือกับไทย  โดยมีพระราชดำริให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างประเทศทั้งสอง  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบที่จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างกัน 

                                รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกได้เสนอร่างความตกลงให้ฝ่ายไทยพิจารณา  ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาจนสามารถตกลงกันได้ทุกข้อบทของความตกลงฯ สรุปสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ มีดังนี้

                                1. คณะกรรมาธิการร่วมไทย – โมร็อกโก  ทำหน้าที่เป็นกรอบแม่บทสำหรับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศทั้งสอง  โดยพิจารณาแนวทางและวิธีการที่จะอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ แรงงาน วิชาการ ข้อสนเทศและการศึกษา  รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สม่ำเสมอ

                                2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของภาคีคู่สัญญาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ   ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการร่วม   โดยภาคีคู่สัญญากำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการร่วม 

                                3. การประชุมของคณะกรรมาธิการร่วมจะจัดสลับกันในภาคีคู่สัญญา  โดยคณะกรรมาธิการร่วมจะกำหนดกฎและระเบียบวิธีการประชุม  รวมทั้งอาจมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ  คณะทำงานถาวรหรือเฉพาะกิจ  เมื่อจำเป็น

                                4. ข้อแตกต่างใด ๆ  เกี่ยวกับการตีความและ/หรือการปฏิบัติตามความตกลงนี้จะระงับด้วยการปรึกษาหารือหรือการเจรจา 

                                5. ความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่มีการลงนาม  และการแก้ไขความตกลงนี้หรือข้อบทใดสามารถกระทำได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย  อนึ่ง ในกรณีสิ้นสุดของความตกลงนี้  ความสมบูรณ์และอายุของข้อตกลงและ/หรือสัญญาใด ๆ อันเกิดจากความตกลงนี้จะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน 

 

16. เรื่อง  การจัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต  หนังสือเดินทางราชการและหนังสือเดินทางพิเศษ
                 ระหว่างไทยกับโมร็อกโก 

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางราชการ  และหนังสือเดินทางพิเศษ  โดยอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าวในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

                                กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า   รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก   มีความประสงค์จะจัดทำความ ตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางราชการ  และหนังสือเดินทางพิเศษกับรัฐบาลไทย  ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาจนสามารถตกลงกันได้ทุกข้อบทของความตกลงฯ สรุปสาระสำคัญของร่างความตกลง  มีดังนี้ 

                                1. คนชาติไทยและโมร็อกโกซึ่งถือหนังสือเดินทางทูตหรือหนังสือเดินทางราชการ  สามารถเดินทางเข้าไปยังประเทศของอีกฝ่ายหนึ่งและพำนักอยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน  โดยไม่ต้องรับการตรวจลงตรา 

                                2. ทั้งสองฝ่ายสามารถระงับการปฏิบัติตามบางส่วนหรือทั้งหมดของความตกลงได้  หากมีเหตุจำเป็นด้านความมั่นคง  หรือความปลอดภัยของประชาชน  โดยต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษร 

                                3. จะต้องแลกเปลี่ยนตัวอย่างหนังสือเดินทาง  และข้อมูลเกี่ยวกับการขอทำหนังสือเดินทางภายใน 30 วันหลังจากการลงนาม  และหากมีการปรับปรุง  แก้ไขข้อบทกฎหมายเกี่ยวกับการเดินทางเข้า – ออก  และการพำนักอยู่ของชาวต่างชาติก็จะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ 

                                4. ในกรณีที่มีการแก้ไขรูปแบบหนังสือเดินทาง  ก็จะต้องจัดส่งตัวอย่างหนังสือเดินทางแบบใหม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบภายใน 60 วันก่อนการใช้หนังสือเดินทางแบบใหม่ดังกล่าว 

                                5. ความตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่หกสิบนับจากวันที่ลงนาม และทั้งสองฝ่ายสามารถขอยกเลิกความตกลงได้โดยการแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผ่านช่องทางการทูต 

 

17. เรื่อง  การลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกว่าด้วยความร่วมมือด้านการ
                 ประมงทะเล 

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงทะเล  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ  โดยอนุมัติในหลักการว่าก่อนที่จะมีการลงนาม  หากมีการแก้ไขร่างความตกลงดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ  ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการต่างประเทศและอนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว 

                                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงว่า  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย  นำคณะเจ้าหน้าที่ด้านประมงเข้าพบอธิบดีกรมประมง  เมื่อปี 2543  เสนอที่จะทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงทะเลกับประเทศไทย  ซึ่งกรมประมงพิจารณาแล้วเห็นว่าในสถานการณ์ขณะนั้นยังไม่เหมาะสมไทยจะได้รับประโยชน์ ไม่มากนัก  จึงได้ชะลอการทำความตกลงฯ ไว้ก่อน 

                                ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับทราบจากนายสมพงษ์  อมรวิวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย  ซึ่งได้นำคณะนักธุรกิจของไทยเดินทางไปเยือนอียิปต์และโมร็อกโก   ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม  2548   เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับโมร็อกโก  และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการเยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี  ระหว่างวันที่ 9 – 11 กันยายน  2548  และในระหว่างการเยือนโมร็อกโก  กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบท และการประมงทะเล ได้เสนอให้มีการลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงทะเล  ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรโมร็อกโกในช่วงการเยือนของนายกรัฐมนตรี  ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศในการพิจารณาร่างความตกลงดังกล่าว  เพื่อให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการประมงของทั้งสองประเทศ  และได้ประสานกับฝ่ายโมร็อกโกเพื่อยืนยันร่างความตกลงฯ ที่ฝ่ายไทยเสนอแล้ว 

                                ความตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อให้มีความร่วมมือทางด้านการฝึกอบรมทางการประมง  ความร่วมมือทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ   ความร่วมมือทางการประมงพื้นบ้าน   การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน  การจัดตั้งคณะทำงานร่วมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและความร่วมมือในกรอบองค์กรระหว่างประเทศและภูมิภาค   ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความประสงค์ที่จะให้มีการลงนามความตกลงฯ  ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปเยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ  ระหว่างวันที่ 9 – 11 กันยายน  2548  

 

18. เรื่อง  การจัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 328/2548 เรื่อง จัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ดังนี้

                                1. ให้จัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศขึ้นเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงพาณิชย์เป็นการชั่วคราว  ภายใต้กำกับการดูแลของปลัดกระทรวงพาณิชย์  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์   สำนักงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศในกระแสการค้าแบบโลกาภิวัตน์  ซึ่งจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนอย่างรอบรู้เท่าทันและรวดเร็ว   ตลอดจนการหาทางเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ และกำหนดยุทธศาสตร์ในการเจรจาทางการค้า การติดตาม  และการประเมินผลเพื่อการเปิดเสรีทางการค้าตามกรอบเวทีการค้าระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว โดยเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการและความร่วมมือระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ  รวมทั้งการติดต่อ   ประสาน  เผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์  และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน

                                ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้ ข้าราชการคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ

สำนักงาน

                                2. ให้ส่วนราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง  กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและ  สหกรณ์  กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความร่วมมือในการจัดบุคลากรไปประจำหรือปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว   รวมทั้งอาจขอบุคลากรจากองค์กรภาคเอกชนมาช่วยงานได้ตามความจำเป็น  ในกรณีต้องมีบุคลากรประจำ  อาจประสานกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  เพื่อขออัตราทำสัญญาจ้างพนักงานราชการมีกำหนดเวลาไม่เกิน 4 ปีได้ หรืออาจกำหนดอัตราทดแทนตามกฎหมายก็ได้ ทั้งนี้ ให้เน้นการทำงานแบบคล่องตัว และการระดมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมงาน

                                3. ในกรณีจำเป็นและสมควร อาจให้มีงบประมาณตอบแทนพิเศษแก่บุคลากรของรัฐที่มาช่วยงานได้  โดยให้กระทรวงพาณิชย์ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

                                4. เมื่อจัดตั้งสำนักงานขึ้นแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพิจารณาการปรับสำนักงานดังกล่าวให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในระยะยาวได้โดยอยู่ในสังกัดส่วนราชการที่เหมาะสม และมีอำนาจหน้าที่ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นตามแผนพัฒนาระบบราชการต่อไป

                                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไป

 

19. เรื่อง  การพัฒนากฎหมายตามนโยบายรัฐบาล

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมายเสนอทั้ง 4 ข้อ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้

                                1. ให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติจากรัฐสภาตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย    เพื่อให้การพิจารณากฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติที่จะต้องเสนอต่อรัฐสภาจำนวนประมาณ 194 ฉบับ  ดำเนินไปด้วยความรวดเร็วทันต่อสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

                                2.เห็นชอบแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ  ประจำปี 2548 และให้ส่งรัฐสภาเป็นเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นตามข้อ 1 

                                3.ให้มีการรวบรวมบทบัญญัติกฎหมายเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกันเป็นนโยบายสำคัญในการพัฒนากฎหมายของรัฐบาล  โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือส่วนราชการที่เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการแต่ละเรื่อง  และให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการประจำ  โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2548

                                4. เห็นชอบแนวทางการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ สรุปได้ดังนี้

                                        1. บุคลากรทางกฎหมายที่อยู่ในข่ายการพัฒนา

                                                นักกฎหมายภาครัฐที่จะเข้าพัฒนา หมายถึง นักกฎหมายกฤษฎีกา นิติกร และข้าราชการ หรือพนักงานราชการที่สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์และปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายเป็นหลักในการปฏิบัติงาน แยกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ (1) นักกฎหมายมหาชนภาครัฐ  (2) นักกฎหมายเอกชนและกระบวนการยุติธรรม (3) นักกฎหมายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

                                        2. วัตถุประสงค์ของการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ

                                                (1) ให้มีวิสัยทัศน์ทันการเปลี่ยนแปลงโลกและสังคมไทย

                                                (2) ให้มีทัศนคติที่สร้างสรรค์ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

                                                (3) มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายหลักที่นักกฎหมายมหาชนภาครัฐต้องรู้ รวมทั้งมีความรู้กฎหมายเฉพาะที่แต่ละกลุ่มต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละหน่วยงาน

                                                (4) มีทักษะที่จะใช้ปฏิบัติงานในหน้าที่นักกฎหมายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

                                        3. ระดับหลักสูตรมี  3 ระดับ

                                                (1) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับแรกเข้าเป็นหลักสูตรสำหรับนักกฎหมายภาครัฐ

ที่เพิ่งเข้ารับราชการไม่เกิน 2 ปี (ระดับ 3-4)

                                                (2)  หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับต้นเป็นหลักสูตรสำหรับนักกฎหมายภาครัฐระดับ  5-6

                                                (3) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลางเป็นหลักสูตรสำหรับนักกฎหมายภาครัฐระดับ 7-8

                                        4. โครงสร้างหลักสูตร  โครงสร้างหลักสูตรจะได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์โดยเมื่อผ่านการอบรมแล้ว   ผู้เข้ารับการอบรมในแต่ละระดับหลักสูตรทั้ง 3 ระดับ จะต้องมี 1) วิสัยทัศน์และทัศนคติ  (attitude)  2) ความรู้ความเข้าใจ (knowledge) และ 3) ทักษะ  (skill) ที่เหมาะสมกับระดับตำแหน่งของตนในแต่ละกลุ่มเรียงลำดับ   ดังนี้

                                                (1) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับแรกเข้า (ระดับ 3-4) หลักสูตรจะเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติ

                                                (2) หลักสูตรการพัฒนากฎหมายรัฐระดับต้น (ระดับ 5-6) หลักสูตรจะเน้นการให้ทักษะ ความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติ

                                                (3) หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐระดับกลาง (ระดับ 7-8) หลักสูตรจะเน้นการให้ทัศนคติทักษะ และความรู้ความเข้าใจ

                                        5. เป้าหมายการดำเนินการ  การดำเนินการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ มีเป้าหมายการดำเนินงานในระยะเวลา 4 ปี (ปี 2548-2551) ตามตัวชี้วัดในแผนการบริหารราชการแผ่นดิน  ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ประเด็นการปรับปรุงกฎหมาย)

 

20. เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.. ….

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ  แล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา  โดยรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6.2 เดิม (ฝ่ายกฎหมายฯ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ  เครืองาม) เป็นประธานฯ  ในการประชุมครั้งที่ 12 / 2548 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม  2548  และข้อสังเกตของคณะเจรจาข้อตกลงและการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ คณะที่ 8 ไปพิจารณาด้วย  แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                                ทั้งนี้  ร่างกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.. …. มีสาระสำคัญดังนี้

                                1. กำหนดให้การยกเลิกการจัดสรรที่ดินสามารถดำเนินการได้ทั้งกรณีที่ยังไม่ได้จำหน่าย   และจำหน่ายที่ดินจัดสรรไปแล้ว 

                                2. กำหนดแบบคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน  และเอกสารหลักฐานที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ 

                                3. กำหนดวิธีการประกาศคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน  การคัดค้านการสั่งยกเลิกเรื่องขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน  และการสั่งยกเลิกการจัดสรรที่ดิน 

                                4. กำหนดให้การขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินที่ได้จำหน่ายไปแล้วต้องได้รับความยินยอมจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร 

                                5. กำหนดให้ผู้จัดสรรต้องแบ่งแยกที่ดินแปลงสาธารณูปโภคส่วนที่พ้นจากภาระจำยอม 

                                6. กำหนดวิธีการจดแจ้งในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อได้มีการยกเลิกการจัดสรรที่ดินแล้ว

 

21.  เรื่อง  ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ปรับปรุงมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้
                   เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ
20)

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ปรับปรุงมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                                ทั้งนี้  ร่างประกาศดังกล่าว  มีสาระสำคัญ เป็นการปรับปรุงมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ได้ โดยเชื้อเพลิงดังกล่าวต้องมีจำหน่ายเป็นการทั่วไปในสถานีบริการน้ำมัน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนดในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

                                กระทรวงการคลังชี้แจงว่า

                                1. ตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ในปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 72) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ดังนี้

                                                1.1 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปที่มิใช่เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า (HP) จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 40

                                                1.2 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีความจุของกระบอกสูบ ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ได้ หรือสามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติได้ จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนาเครื่องยนต์แบบประหยัดพลังงาน

                                2. ขณะนี้ มีผู้ขอนำเข้ารถยนต์นั่งประเภทใช้เชื้อเพลิงทดแทนที่สามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยเสียภาษีสรรพสามิต ในอัตราประเภทใช้เชื้อเพลิงทดแทน คืออัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 ซึ่งทำให้รายได้ภาษีสรรพสามิตขาดหายไปประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี (คันละประมาณ 400,000 บาท)

                                3. กระทรวงพลังงาน มีแผนที่จะเริ่มการทดลองผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงประเภทเอทานอล เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เป็นการทั่วไป ในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทยประมาณวันที่ 1 มกราคม 2552 ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการผลิตในเชิงพาณิชย์เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อเครื่องยนต์

                                4. การที่ยังไม่มีเชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จำหน่ายเป็นการทั่วไปในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารถยนต์ประเภทใช้เชื้อเพลิงทดแทนหันกลับไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่มุ่งประสงค์ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีการพัฒนาเครื่องยนต์ที่มุ่งไปสู่การประหยัดพลังงาน

                                5. เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สมควรจัดเก็บภาษีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลเป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ได้ ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยเชื้อเพลิงดังกล่าว มีจำหน่ายเป็นการทั่วไปในสถานีบริการน้ำมันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด

 

22. เรื่อง  มาตรการปรับปรุงภาษีสุรา             

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีสุรา (ฉบับที่ ..) .. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน  แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                                ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีสุรา (ฉบับที่ ..) .. …. เป็นการยกเลิกการกำหนดอัตราภาษีสุรากลั่นชนิดสุราปรุงพิเศษ  และชนิดสุราพิเศษประเภทบรั่นดี  ประเภทวิสกี้  และประเภทอื่นนอกจากบรั่นดีและวิสกี้  ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสุราและอัตราภาษีสุรา  .. 2546  และกำหนดอัตราภาษีสุราใหม่  ดังนี้      

                                1. สุรากลั่นชนิดสุราปรุงพิเศษ  อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 50 อัตราภาษีตามปริมาณ  400 บาท  (อัตราภาษีตามปริมาณเดิม 240 บาท)  ต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 

                                2. สุรากลั่นชนิดสุราพิเศษประเภทบรั่นดี  อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ  40 (อัตราภาษีตามมูลค่าเดิมร้อยละ 35)  อัตราภาษีตามปริมาณ 400 บาท  (อัตราภาษีตามปริมาณเดิม 240 บาท)  ต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์  

                                3. สุรากลั่นชนิดสุราพิเศษประเภทวิสกี้  อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 50  อัตราภาษีตามปริมาณ  400 บาท  (อัตราภาษีตามปริมาณเดิม 240 บาท)  ต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 

                                4. สุรากลั่นชนิดสุราพิเศษประเภทอื่น  นอกจากบรั่นดีและวิสกี้ อัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 50  อัตราภาษีตามปริมาณ 400 บาท  (อัตราภาษีตามปริมาณเดิม 240 บาท)  ต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 

                                ทั้งนี้  การปรับปรุงภาษีสุราครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเฉพาะภาษีสุรากลั่น  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคสุราลง  เพราะสุรากลั่นมีแรงแอลกอฮอล์สูงกว่าสุราแช่  การบริโภคสุราที่มีแอลกอฮอล์สูงกว่า  ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค  มากกว่าการบริโภคสุราที่มีแรงแอลกอฮอล์ต่ำกว่า  ดังนั้น  จึงควรจัดเก็บภาษีสุรากลั่นเพิ่มขึ้น  แต่หากจะยังมีการบริโภคสุราก็จะไปบริโภคสุราที่มีแรงแอลกอฮอล์ต่ำและมีคุณภาพ  ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่า 

 

23. เรื่อง  การให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ  กรณีภัยพิบัติจากพายุเฮอริเคน

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  รายงานการให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ  กรณีภัยพิบัติจากพายุ
เฮอริเคน 
Katrina  ในมลรัฐ Alabama มลรัฐ Missisippi และมลรัฐ Louisiana  สหรัฐ แล้วมีมติอนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2548 จากงบกลางรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  เพื่อดำเนินการ ดังนี้

                                1) อนุมัติหลักการการเดินทางไปราชการของคณะแพทย์และพยาบาล จำนวนประมาณ 100 คน  เป็นเวลา 1 เดือน  และการขนส่งสิ่งของบริจาคส่วนหนึ่งไปกับเครื่องบินพิเศษของ นรม.  ที่จะเดินทางไปสหรัฐฯ  สำหรับแพทย์/พยาบาล และสิ่งที่เหลืออาจใช้บริการเครื่องบินพาณิชย์หรือเครื่องบินพิเศษของ ทอ.  ตามความเหมาะสมของสถานการณ์โดยวงเงินงบประมาณให้เป็นไปตามที่จ่ายจริง   

                                2) อนุมัติหลักการเบิกจ่ายงบประมาณการจัดซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคและค่าขนส่งตามความจำเป็น วงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) 

                                3) อนุมัติหลักการเบิกจ่ายงบประมาณจากงบกลาง  รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ  เกิดขึ้น   และไม่สามารถเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้

                                ทั้งนี้  งบประมาณค่าใช้จ่ายข้างต้นให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

 

24.  เรื่อง  ภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันและจังหวัดพังงา

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาภาพรวมและแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันและจังหวัดพังงา  ตามที่รองนายกรัฐมนตรี  (นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ)  ในฐานะผู้กำกับการปฏิบัติราชการเขตตรวจราชการที่  14  เสนอ   แล้วมีมติเห็นชอบตามที่เสนอทั้ง  6   ข้อ  ดังนี้ 

                                1. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันตามที่เสนอ

                                2. เห็นชอบโครงการพัฒนาระยะเร่งด่วน   โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณจำนวน 6  โครงการ  ดังนี้

                                        (1) พัฒนาโครงข่ายการคมนาคมขนส่งทางบกและทางทะเล   จำนวน 2   โครงการ คือ 1) พัฒนาถนนหมายเลข  4  ช่วงพังงา-กระบี่  ตอนทับปุด-อ่าวลึก  ระยะทาง 27 กิโลเมตร  และ 2)  การพัฒนาการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งทางทะเลอ่าวท่าเลน (กระบี่) – เกาะยาว (พังงา) – ภูเก็ต  เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเลตามแนวเส้นทางอ่าวท่าเลน (กระบี่)- เกาะยาว (พังงา)-ภูเก็ต  และเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายถนนเป็นวงจรการท่องเที่ยวของกลุ่มสามเหลี่ยมอันดามันที่สมบูรณ์มากขึ้น  ประกอบด้วยการก่อสร้างท่าเทียบเรือท่องเที่ยวและพาณิชย์เพิ่มเติมอ่าวท่าเลน (กระบี่)  และการก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือบ้านแหลมทราย  ตำบลเทพกษัตริย์ (ภูเก็ต)

                                        (2) พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเกาะพีพีที่ที่ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย 1  โครงการ

                                        (3) การวางรากฐานการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาปาล์มน้ำมันและศูนย์กลางการผลิตพลังงาน  Biodiesel  รวม  3 โครงการ  ดังนี้   

                                                - โครงการขยายกำลังผลิต Biodiesel  จังหวัดกระบี่  ของชุมชนสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่

เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจาก  10,000  ลิตรต่อวันเป็น  50,000  ลิตรต่อวัน   ซึ่งเป็นการต่อยอดและขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบและไบโอดีเซลของสถาบันเกษตรกรที่สามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก  และยังจะเป็นการช่วยเสริมความเข้มแข็งแก่ธุรกิจของสถาบันเกษตรกรอีกด้วย

                                                - โครงการพัฒนาวิจัยปาล์มน้ำมัน  ด้วยการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสนับสนุนแก่ศูนย์วิจัยปาล์มจังหวัดกระบี่  เพื่อพัฒนาความรู้ทางวิชาการที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่อไป

                                                - สนับสนุนโครงการผลิต  Biodiesel  แก่สถาบันเกษตรกรจังหวัดพังงา  ในวงเงินลงทุน  20  ล้านบาท  กำลังผลิต  10,000  ลิตร/วัน  โดยใช้รูปแบบการดำเนินการของชุมชนสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่  เพื่อเป็นการนำร่องการผลิต  Biodiesel  ในจังหวัดพังงา

                                3. เห็นชอบการพัฒนาระยะปานกลาง  ดังนี้ 

        (1) เห็นชอบโครงการ 2 โครงการ  คือ  

                                                Ÿ  พัฒนาถนนหมายเลข  4090, 4032, 401  ตอนพังงา-กะปง-ตะกั่วป่า   ระยะทาง  60.5 กิโลเมตร   ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้โครงข่ายคมนาคมทางบก  เชื่อมโยงระหว่างพังงา-กระบี่  มีความสมบูรณ์ขึ้น 

                                                Ÿ การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำน้ำจากเขื่อนรัชชประภาหรือแหล่งอื่นมาใช้ในกลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน โดยกลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันมีแหล่งน้ำที่ได้รับการพัฒนาแล้ว  รวม 19 โครงการ  เก็บกักน้ำได้รวม  37  ล้าน ลบ..  ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในอนาคต โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ เช่น  เกาะพีพี  เขาหลัก  และเกาะภูเก็ต 

                                                                - แผนพัฒนาแหล่งน้ำในระยะสั้นและระยะกลาง (ปี 2548-2550)  จะเพิ่มปริมาณที่ใช้ การได้อีก  18.13  ล้าน ลบ..  จากการเพิ่มความจุอ่างบางวาดในปี 2548 อีก 0.83  ล้าน ลบ..  และปี 2549  อีก  3.3  ล้าน ลบ.. อ่างคลองกระทะแล้วเสร็จปี  2550  ใช้น้ำได้  5.0  ล้าน ลบ..  อ่างบางเหนียวดำแล้วเสร็จปี  2552  ใช้น้ำได้  6.0   ล้านลบ..  และระบบสูบน้ำใช้จากท้ายอ่างบางเหนียวดำ 3.0  ล้าน ลบ..

                                                                - สำหรับแผนในระยะยาวได้มีแนวคิดในการวางระบบส่งน้ำจากเขื่อนรัชชประภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี  (ความจุ  5,638.5  ล้าน ลบ..)  ระยะทาง  180  กิโลเมตร  มาใช้ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน   ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของแนวคิดดังกล่าว  รวมทั้งความเป็นไปได้ในการจัดหาน้ำจากแหล่งอื่น  เพื่อเตรียมการสำหรับรองรับความต้องการน้ำในอนาคต

                                        (2) เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต  เพื่อเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการ   โดยในขั้นการวางแผนและการจัดเตรียมโครงการ  ควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล  ประสานงาน และบริหารโครงการ รวมทั้งให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำการศึกษา  และวิเคราะห์โครงการโดยละเอียด  และนำเสนอ   เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

                                4. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพังงาตามที่เสนอ

                                5. เห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน  และมอบหมายให้จังหวัดพังงาประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณ จำนวน 30  โครงการ ดังนี้

                                        (1) การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมสู่แหล่งท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวม 10 โครงการ

                                        (2) การประชาสัมพันธ์และการจัดตั้งศูนย์บริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว  รวม 4  โครงการ

                                        (3) การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบประปาในแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน รวม  6  โครงการ

                                        (4) การส่งเสริมการผลิตสัตว์น้ำและพืชผักมูลค่าสูง  รวม  3  โครงการ

                                        (5) การพัฒนาศูนย์บริการเทคโนโลยีและพัฒนาอาชีพ  1  โครงการ

                                        (6) การพัฒนาคุณภาพบริการการศึกษาและคุณภาพชีวิต รวม  4 โครงการ

                                        (7) การกำจัดขยะมูลฝอยในแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน 1  โครงการ

                                        (8) การพัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพกำลังคน 1  โครงการ

                                6. เห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาระยะปานกลาง

                                        (1) โครงการศึกษาออกแบบสะพานข้ามเกาะคอเขา  อำเภอตะกั่วป่า

                                        (2) เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาเมือง  Long Stay  อำเภอคุระบุรี  สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ  ที่ลงทุนโดยเอกชน  เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสนับสนุนตามขั้นตอนต่อไป  

 

                                ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน

                                        1) บทบาทกลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน  เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกที่ได้รับสมญานามว่า “Andaman  Paradise” หรือ “มรกตเมืองใต้”  โดยมีภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันในนาม  “ไข่มุกอันดามัน”   พังงาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ทางทะเลที่สงบ  และเป็นแหล่งดำน้ำระดับโลกบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์และหมู่เกาะสิมิลัน  และกระบี่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ  โดยในปี 2547  มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในกลุ่มจังหวัดนี้จำนวน  9.5  ล้านคน  คิดเป็นร้อยละ 52  ของนักท่องเที่ยวทั้งภาคใต้  เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศถึงประมาณร้อยละ 67  ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงปีละกว่า  1 แสนล้านบาท

                                        2) ผลกระทบจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่  26 ธันวาคม  2547  ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก  ซึ่งรัฐบาลก็ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนและการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูอาชีพและวิถีการดำรงชีวิตของผู้ประสบภัยในระยะยาว  รวมทั้งการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถเป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้แก่พื้นที่ต่อไปได้  โดยมีวงเงินที่ให้ความ  ช่วยเหลือไปแล้วรวมทั้งสิ้น  29,549.7  ล้านบาท  อย่างไรก็ตามยังมีผลกระทบจากเหตุการณ์ คือ (1)  จำนวน นักท่องเที่ยวในไตรมาสที่  1 ของปี  2548  ลดลงถึงร้อยละ 63.4  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  (2) การว่างงานจำนวน   2.8  หมื่นคน  และ (3)  เศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มจังหวัดหดตัวลงร้อยละ 2.0 

                                        3) ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด  มุ่งฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักให้กลับมาสร้างรายได้แบบยั่งยืน  ขณะเดียวกันก็จะใช้ศักยภาพและโอกาสใหม่ ๆ มาพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ  โดยเฉพาะการพัฒนาบริการการศึกษานานาชาติ  บริการด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพด้านการเป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันมากที่สุดของภาคใต้  เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตพลังงาน Biodiesel ของประเทศ   โดยมียุทธศาสตร์สำคัญคือ  (1)  การฟื้นฟูสู่ความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก  (2)  การพัฒนาฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก  (3)  การพัฒนาฐานการผลิตพลังงาน Biodiesel  และ (4)  การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมอย่างยั่งยืน

                                ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพังงา

                                        1) ภาพรวมของจังหวัดพังงา  มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 3.3  ของภาคใต้และอยู่ในลำดับที่  12  ของภาคใต้  แต่มีผลิตภัณฑ์จังหวัดเฉลี่ยต่อบุคคล (GPP Per Capita)  เป็นลำดับที่  3  ของภาครองจากจังหวัดภูเก็ตและสงขลา  โดยมีโครงสร้างการผลิตพึ่งพิงการเกษตรเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 51  ในขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.3  และเป็นสาขาที่มีการขยายตัวในระดับสูงมากคือ  มีอัตราการขยายตัวในช่วงปี  2545-2547 เฉลี่ยร้อยละ 32 ต่อปี  ในขณะที่เศรษฐกิจส่วนรวมของจังหวัดขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.8  ต่อปีในช่วงเดียวกัน  ทั้งนี้เนื่องจากการมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราสูง คือ เพิ่มจาก  2.0  ล้านคนในปี 2544  เป็น 2.3  ล้านคนในปี 2546  และเพิ่มเป็น 2.9 ล้านคนในปี  2547 ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงร้อยละ 64 และมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว9.8  พันล้านบาท

                                        2) บทบาทการพัฒนาของจังหวัดพังงา   จังหวัดพังงานับเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความบริสุทธิ์ของแหล่งธรรมชาติทางทะเลและการเป็นแหล่ง Supply  สินค้าเกษตรให้แก่ตลาดการบริโภคของภูเก็ต ทำให้จังหวัดพังงามีบทบาทสำคัญในบริบทของกลุ่มจังหวัด  ดังนี้  (1)  เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ทางทะเล  เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์   โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์และหมู่เกาะสิมิลัน   ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่มีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 10  ของโลก   (2) เป็นแหล่งพักผ่อนแบบ Long Stay เนื่องจากมีบรรยากาศที่เงียบสงบไม่มีแหล่งบันเทิงเริงรมย์  (3)  เป็นแหล่งผลิตพืชผลการเกษตรคุณภาพดีและสัตว์น้ำมูลค่าสูงป้อนตลาดการบริโภคของภูเก็ตและเพื่อการส่งออก 

                                        3) ประเด็นปัญหาที่สำคัญของจังหวัดพังงา  คือ (1)  ปัญหาการฟื้นฟูบูรณะและพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย  โดยเฉพาะบริเวณเขาหลักและคุระบุรี   (2) ปัญหาการขาดแคลนบริการพื้นฐานด้านไฟฟ้าและโทรศัพท์  ในพื้นที่เกาะปันหยี   เกาะยาว ฯลฯ  (3)  ปัญหาเส้นทางการคมนาคมขนส่งไม่สะดวกและปลอดภัย  โดยเฉพาะทางหลวงสายหลัก  (ถนนหมายเลข 4) เชื่อมพังงา-กระบี่  และท่าเรือท่องเที่ยวต่าง ๆ  (4) ปัญหาราษฎรบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่าสงวนและที่ดินสาธารณประโยชน์   (5) ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค  เนื่องจากไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนใด ๆ  ในจังหวัดพังงา (6)  ปัญหาด้านบริการการศึกษาที่ยังจำกัดอยู่ในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 

                                4) ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพังงา   มุ่งเน้นการฟื้นฟูรายได้จากการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้จากสินค้าเกษตร โดยมียุทธศาสตร์สำคัญคือ (1)  ฟื้นฟูและรักษาตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ  โดยเฉพาะกลุ่มรักธรรมชาติและกลุ่ม  Long Stay  (2) พัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงโดยเฉพาะพืชผักปลอดสารพิษ   และสัตว์น้ำจำพวกปลาเก๋า   หอยเป๋าฮื้อ  ปลิงทะเล  และ  (3)  การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมอย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะการยกระดับการศึกษาสู่ปริญญาตรี   เพื่อยกระดับการศึกษาของประชาชนและการพัฒนาคุณภาพกำลังคน

 

25.  เรื่อง  รายงานผลการติดตามการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและระบบเตือนภัยธรรมชาติ

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณารายงานผลการติดตามการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและระบบเตือนภัยธรรมชาติ  ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์  เวชชาชีวะ)  ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและระบบเตือนภัยธรรมชาติเสนอ   แล้วมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามข้อเสนอของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  ทั้ง   3  ข้อ  ดังนี้

                                1. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ    .. ....  ทั้งนี้ให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ  เครืองาม)  รับไปพิจารณาทบทวนร่างระเบียบดังกล่าวให้เหมาะสมชัดเจนอีกครั้งหนึ่งและดำเนินการต่อไปได้

                                2. เห็นชอบโครงสร้างและอัตรากำลังของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศตช.)โดยให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์ตลอด  24  ชั่วโมง  ประกอบด้วย  ส่วนบังคับบัญชา  ส่วนปฏิบัติการ  ส่วนวิชาการ  และส่วนบริหาร  ประกอบด้วยอัตรากำลัง  จำนวนรวมทั้งสิ้น  277  คน  สำหรับในปี พ.. 2549   ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเห็นควรให้บรรจุอัตราตำแหน่ง  227  อัตราก่อน  ประกอบด้วย ส่วนบังคับบัญชา 10 อัตรา  ส่วนปฏิบัติการ 127  อัตรา  ส่วนวิชาการ 31  อัตรา และส่วนบริหาร  59 อัตรา

                                3. อนุมัติในหลักการงบประมาณ (งบกลาง) ประจำปี  2549  ตามแผนปฏิบัติการประจำปี พ.. 2549  ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  รวมทั้งสิ้น  229,271,410  บาท   ทั้งนี้  งบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถใช้งบประมาณของจังหวัดดำเนินการได้  ให้ใช้งบประมาณของจังหวัดก่อน โดยให้ขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ

                                               

26.  เรื่อง การกำหนดเป้าหมาย จัดสรร และโอนเงินตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกำหนดเป้าหมาย จัดสรร และโอนเงินตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเสนอ    แล้วมีมติรับทราบและอนุมัติ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

                                1. รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติและกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (องค์การมหาชน)   ซึ่งได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2546 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 เห็นชอบในหลักการให้ขยายกลุ่มเป้าหมายกองทุน 1 ล้านบาท ให้ครอบคลุมถึงชุมชนผู้มีรายได้น้อย เช่น ทหาร ตำรวจ  ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เช่นเดียวกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วไป  จึงได้มีการเพิ่มเป้าหมายสำหรับชุมชนทหารอีก จำนวน 738 กองทุน และเห็นชอบโครงการขอสนับสนุนการเพิ่มทุนและการขอขยายวงเงินโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินให้แก่กองทุนที่บริหารจัดการดี  อีกทั้งรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ)   ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้เห็นชอบในหลักการเพิ่มเติมเป้าหมายกองทุนหมู่บ้านสำหรับหมู่บ้านตั้งใหม่  จำนวน 2,590 กองทุน  ตามข้อเสนอของที่ประชุมประชาคม  ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน  เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 ณ เวทีสาธิตการบริหารจัดการหมู่บ้านตามโครงการ SML  ศาลาวัดกุดม่วง   หมู่ที่ 13 (บ้านกุดม่วง)  ตำบลตะเคียน  อำเภอด่านขุนทด  จังหวัดนครราชสีมา

                                2. อนุมัติเป้าหมาย และการจัดสรร/โอนเงินกองทุน จำนวน 78,829 กองทุน และโครงการเพิ่มทุนและการขอขยายวงเงินโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินให้แก่กองทุนที่บริหารจัดการที่ดี  ประกอบด้วยหมู่บ้านเดิม (ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม  2544) 71,495 หมู่บ้าน  (โอนเงินแล้ว 71,425 หมู่บ้านหรือล้านบาท) หมู่บ้านตั้งใหม่ (หลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 - 31   สิงหาคม 2547) 2,590 หมู่บ้าน (โอนเงินแล้ว 1,928 หมู่บ้านหรือล้านบาท)  ชุมชนเมือง 4,006 ชุมชน  (โอนเงินแล้ว  3,417 ชุมชนหรือล้านบาท)   และชุมชนทหาร  738 ชุมชน  (โอนเงินแล้ว 738 ชุมชนหรือล้านบาท)  นอกจากนี้  ได้มีการจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนที่บริหารจัดการที่ดีอีกกองทุนละ 1 แสนบาท จำนวน 2,311 ล้านบาท 

                                3. อนุมัติในหลักการให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ดำเนินการปรับปรุงเป้าหมายกองทุนเพื่อการโอนเงินได้เป็นระยะ  เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งกรณีหมู่บ้านตั้งใหม่  การเพิ่มของชุมชนเมือง/ชุมชนอื่น ๆ  และการเพิ่มทุนและการพิจารณาขยายวงเงินโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินให้แก่กองทุนที่บริหารจัดการที่ดี และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

 

27.  เรื่อง  มาตรการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปตามมาตรการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  มาตรการด้านภาษีท้องถิ่น และ มาตรการด้านค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป   

                                ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า ควรกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านภาษีและค่าธรรมเนียม รวมทั้งรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามมาตรการให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมา  โดยแบ่งเป็น 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่  มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านภาษีและค่าธรรมเนียม  มาตรการด้านการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินการด้านการพัสดุและมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ดังนี้

                                1. มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านภาษีและค่าธรรมเนียม

                                        1.1 มาตรการด้านภาษีศุลกากร

                                                - ส่งเสริมให้มีการยื่นขอจัดตั้งเขตปลอดอากร และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงงานผลิตสินค้า   เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยลดขั้นตอนและภาระภาษีศุลกากร

                                                - สนับสนุนให้มีการจัดตั้งร้านค้าปลอดอากรในเขตชายแดนไทยที่อำเภอสะเดา  อำเภอเบตง  และอำเภอสุไหงโกลก  เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาซื้อสินค้าในประเทศไทย

                                                โดยมอบหมายให้กรมศุลกากรไปดำเนินการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการมาลงทุนจัดตั้งเขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า  ต่อไป

                                        1.2 มาตรการด้านภาษีท้องถิ่น  บรรเทาภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังนี้

                                                - เจ้าพนักงานประเมินสามารถประเมินค่ารายปีของโรงเรือนต่ำลง ในกรณีเกิดความไม่สงบในพื้นที่เป็นผลให้ค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีต่ำลง  หรือไม่มีค่าเช่า

                                                - ผู้เสียภาษีสามารถยื่นคำร้องขอให้ลดหย่อนภาษีตามสัดส่วนโรงเรือนที่เสียหายหรือขอยกเว้นภาษีทั้งหมดก็ได้

                                                - ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบประเมินการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินได้

                                                โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการประสานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                                        1.3 มาตรการด้านค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

                                                - ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จากเดิมร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                                - ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01  เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                             โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยให้มีผลใช้บังคับต่อไป  โดยมีการกำหนดระยะเวลาของการให้สิทธิประโยชน์ 1 ปี

                                2. มาตรการยกเว้นเบี้ยปรับให้แก่ผู้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง   ยกเว้นเบี้ยปรับให้แก่ผู้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง่ในกรณีที่รับเหมาก่อสร้างให้ส่วนราชการ   รัฐวิสาหกิจ  และหน่วยงานอื่นของรัฐ  ที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  และหน่วยงานอื่นของรัฐสามารถพิจารณาขยายอายุสัญญาได้ 180 วัน และหากเกินกว่า 180 วัน ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ได้รับมอบหมายอำนาจขยายอายุสัญญาได้

                                ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.. 2535  และกรมบัญชีกลางได้มีหนังสือเวียนแจ้งไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว

                                3. มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน

                                        3.1 การให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลามมอบหมายให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานกับธนาคารกรุงไทย จำกัด  (มหาชน)   ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...)  และธนาคารออมสินซึ่งเปิดแผนกเฉพาะกิจเพื่อให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลามให้ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่  โดยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจะดำเนินการให้บริการในการจัดการซะกาตแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการได้ทันทีตามกฎหมายรองรับการจัดตั้ง   และขณะนี้ได้ดำเนินการเปิดบัญชีในนามกองทุนซะกาตโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการซะกาตเป็นผู้ดูแลการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม  ส่วนการบริการด้านอื่น ๆ  เช่น การจัดให้มีการประกันภัย  การร่วมมือกับสหกรณ์อิสลาม  การจัดบริการโรงรับจำนำ อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม

                                3.2 ขยายเวลาการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 20,000 ล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย

                                        - ขยายเวลาของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตามมาตรการให้ความช่วยเหลือ  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 1 ปี  จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2549

                                        - ผ่อนปรนเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือครอบคลุมผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ทุกระดับ ทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่

                                        - ผู้ประกอบกิจการรายเก่าที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้ให้สามารถเพิ่มวงเงินได้

                                        - ผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อนสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

 

28.  เรื่อง  ขออนุมัติงบประมาณงบกลางปี 2548 โครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำโขง

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติงบประมาณงบกลางปี 2548 โครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำโขงตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการงบประมาณงบกลางปี 2548 ให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำโขง จำนวน 2 โครงการ  ประกอบด้วย  1. โครงการก่อสร้างทำนบชั่วคราว  จำนวน 154  แห่ง  2. โครงการแก้มลิง  จำนวน 15  แห่ง  ทั้งนี้  โดยให้เจียดจ่ายจากงบปกติก่อนหากไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ  จึงให้ใช้จากงบกลางฯ ดังกล่าว  โดยให้ขอตกลงรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป 

                                ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงว่า  ลุ่มน้ำโขงเป็นหนึ่งใน 25 ลุ่มน้ำ ในประเทศไทย มีพื้นที่รับน้ำอยู่ทางภาคเหนือบางส่วนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 46,931.54 ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ  จำนวน 20 ลำน้ำ  ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้

                                1. ฤดูฝนมีปัญหาน้ำหลากท่วมของแม่น้ำโขง  เนื่องจากมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ริมน้ำโขงอยู่ในเกณฑ์สูงมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เกิดน้ำหลากจากลำน้ำต่าง ๆ  ในพื้นที่เป็นปริมาณมากเกิดขึ้นพร้อมกัน   ทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยจากน้ำท่วมที่เกิดจากแม่น้ำโขง   และน้ำท่วมที่เกิดจากน้ำท่าในลำน้ำสาขา  ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรและประชาชนที่มีพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนริมตลิ่งลำน้ำเป็นอย่างมาก   เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี

                                2. ฤดูแล้งแม่น้ำโขง  และลำน้ำสาขาต่าง ๆ เช่น  แม่น้ำสงคราม  แม่น้ำก่ำ  จะมีระดับน้ำลดลงต่ำมากทำให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้งเสมอ

                                ซึ่งในปลายฤดูฝนปี 2547  มีฝนตกน้อยเกิดปัญหาวิกฤตภัยแล้งในเดือนมกราคม-เมษายน 2548 ในพื้นที่ต่าง ๆ  ทั่วประเทศ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือราษฎร  เช่น บริการสูบน้ำ  รถบรรทุกน้ำ  ทำฝนเทียม   เจาะบ่อบาดาล ฯลฯ  เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 2548 แต่ในฤดูฝนปี 2548  มีปัญหาทั้งอุทกภัยและฝนตกน้อย คือ บางพื้นที่ยังมีปัญหาฝนตกน้อยมาก  เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำสะสมต่อเนื่องมาจากปี 2547- 2548 และอาจส่งผลต่อเนื่องในปี 2549  เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนบน  ลุ่มน้ำภาคตะวันออก  เป็นต้น   และฝนตกมากในพื้นที่ภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือริมน้ำโขงมีฝนตกหนัก ทำให้มีปัญหาอุทกภัย อย่างไรก็ตามในฤดูแล้งปี 2549 ก็จะมีปัญหาขาดแคลนน้ำ  จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งรัด   เพื่อเก็บกักน้ำปลายฤดูฝนปี 2548  (เมื่อระดับน้ำท่วมลดลงแล้ว) เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 2549 กรมชลประทานจึงได้หาแนวทางและมาตรการเร่งด่วนในการที่จะช่วยเหลือปัญหาดังกล่าว

 

29.  เรื่อง  การขอนำเข้าเอทานอลเพื่อนำมาผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นการชั่วคราว

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอนำเข้าเอทานอลเพื่อนำมาผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นการชั่วคราว  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ   แล้วมีมติเห็นชอบให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เป็นผู้นำเข้าเอทานอล 99.5% โดยได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้าสำหรับเอทานอลที่นำเข้าเพื่อใช้ผลิตแก๊สโซฮอล์ในประเทศ และกฎระเบียบอื่น ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างประกาศกระทรวงการคลัง   โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง เพื่อให้สามารถนำเข้าเอทานอลได้ทันในกลางเดือนกันยายน 2548 นี้ 

                                ทั้งนี้  เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์โดยให้ยกเลิกเบนซิน 95 และใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ทั่วประเทศ  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ซึ่งปัจจุบันประชาชนมีความเชื่อมั่นและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นกว่า 500%  ส่งผลให้ความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  โดยไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จะมีความต้องการประมาณเดือนละ 11 ล้านลิตร และไตรมาสที่ 4 เพิ่มเป็นประมาณเดือนละ 13 ล้านลิตร  ซึ่งกำลังการผลิตเอทานอลภายในประเทศไม่เพียงพอ  ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้เชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมัน และผู้ประกอบการเอทานอลมาหารือเรื่อง อุปสงค์และอุปทานของเอทานอล  รวมทั้งได้หารือกับกระทรวงการคลังสรุปได้ ดังนี้

                                1. อุปสงค์และอุปทานของเอทานอล  : ภายใต้สมมุติฐานว่าผู้ประกอบการเอทานอลใหม่  ได้แก่  ขอนแก่นเอทานอล  ไทยง้วนเอทานอล  และอินเตอร์เนชั่นแนลแก๊สโซฮอล์ สามารถผลิตได้ตามแผนการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2548 ซึ่งกำลังการผลิตรวมในประเทศจะมีประมาณ 33.75 ล้านลิตร  ขณะที่บริษัทน้ำมันมีความต้องการเอทานอล 51.57 ล้านลิตร โดยยังขาดอีกประมาณ 17.82 ล้านลิตร

 

                                หน่วย:ล้านลิตร

ปี 2548

..

..

..

..

รวม

ปริมาณเอทานอลในประเทศ

6.00

5.25

7.60

14.90

33.75

ความต้องการเอทานอลของบริษัทน้ำมัน

11.24

12.29

13.46

14.59

51.57

จำนวนที่ขาด

(5.24)

(7.04)

(5.86)

(0.31)

(17.82)

 

                                2.แนวทางการดำเนินการ :  จากข้อมูลข้างต้นปริมาณเอทานอลจะเริ่มขาดตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 จำนวน 5.24 ล้านลิตร   โดยสาเหตุหลักเกิดจากประชาชนนิยมใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การผลิต เอทานอลไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  จึงมีความจำเป็นในการนำเข้าเอทานอล  99.5%  เฉพาะส่วนที่ขาดแคลนเป็นการชั่วคราว  ตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2548 จำนวน 17.82 ล้านลิตร โดยมอบหมายให้  บริษัท ปตท. จำกัด  เป็นผู้ดำเนินการนำเข้าและนำมาจัดสรรให้กับบริษัทน้ำมันรายอื่น ๆ  เพื่อสะดวกต่อการควบคุมปริมาณการนำเข้า

 

30.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จังหวัดตาก

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จังหวัดตากตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่เสนอทั้ง 2 ข้อดังนี้

                                1. เห็นชอบแผนงานการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรที่งดปลูกข้าวและพืชอาหาร ประจำปีงบประมาณ 2548 ของจังหวัดตาก

                                2. อนุมัติเงินงบกลาง ประจำปี 2548  รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นหรืองบกลางรายการอื่น  เป็นจำนวนเงิน 56,711,947 บาท  โดยให้ขอตกลงรายละเอียดด้านการเงินกับสำนักงบประมาณต่อไป  เพื่อให้จังหวัดตากนำไปจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ต้องงดปลูกข้าวและพืชอาหาร จำนวน 903 ราย 

                                ทั้งนี้  เนื่องจากมีการตรวจพบการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมในดินและพืชผลทางการเกษตรในบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก มีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดจึงต้องระงับการปลูกข้าวและพืชอาหารทุกชนิดก่อนที่จะทำการเพาะปลูกในฤดูกาลที่จะถึงนี้  จนกว่าจะมีการปรับปรุงดินบริเวณที่มีปัญหาเพื่อมิให้ประชาชนต้องบริโภคข้าวที่ปนเปื้อนสารแคดเมี่ยมทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ รวมทั้งเป็นการป้องกันการจำหน่ายข้าวปนเปื้อนสารแคดเมี่ยมในท้องตลาด  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  การดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้การครองชีพของเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำการเกษตรจึงต้องมีการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนด้วยวิธีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกร

 

31.  เรื่อง  โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ  แล้วมีมติดังนี้

                                1. อนุมัติหลักการตามแผนการดำเนินงานและขั้นตอนการดำเนินงาน โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ

                                        ระยะที่ 1 ในจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความพร้อม จะปรับปรุงระบบประปาใหม่ให้แล้วเสร็จ ภายใน 8 เดือน 16 จังหวัด ทั้งนี้ แผนงานโครงการที่จะดำเนินการ ได้รวบรวมจากคำร้องขอของราษฎรในพื้นที่รวมกับผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบด้วย งานก่อสร้างระบบประปาใหม่ จำนวน 1,358 หมู่บ้าน และงานปรับปรุงระบบประปาที่มีอยู่เดิมจำนวน 2,190 หมู่บ้าน และการก่อสร้างระบบประปาทดแทนของเดิม จำนวน 1,429 หมู่บ้าน เป็นเงิน 9,437,310,036 บาท

                                        ระยะที่ 2 ก่อสร้างและปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านในส่วนที่เหลือ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในปี พ.. 2551

                                        ระยะที่ 3 พัฒนาแหล่งน้ำดิบเพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบประปาหมู่บ้านที่มีอยู่ทั้งหมด ให้สามารถเป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อนำมาใช้ในระบบประปาอย่างยั่งยืน

                                2. อนุมัติให้ใช้งบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ขอขยายระยะเวลาการกันเงินงบประมาณ พ.. 2546 ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการออกแบบและ     ก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2,873,650,000 บาท และเปลี่ยนแปลงรายการในงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.. 2548 ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปา จำนวน 290,340,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,163,990,000 บาท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานโดยขอขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเหลื่อมปีเป็นกรณีพิเศษจนถึงเดือนกันยายน 2549

                                3. อนุมัติเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.. 2548 หรือ พ.. 2549 เพื่อดำเนินการในส่วนที่คงค้างในระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จอีก 6,273,320,036 บาท (หกพันสองร้อยเจ็ดสิบสามล้านสามแสนสองหมื่นสามสิบหกบาทถ้วน)

                                ทั้งนี้  เพื่อให้การจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค สามารถดำเนินการได้ตามนโยบายของรัฐบาลและเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โดยสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วรวมทั้ง เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพโปร่งใสตรวจสอบได้ ตรงกับความต้องการของประชาชนตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วม ตลอดจนเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทหน่วยงานส่วนกลางจึงประกอบด้วย   กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค จากการดำเนินการเองเป็นหน่วยงานที่สนับสนุน กำกับแผนแม่บท และประสานการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย

 

32. เรื่อง  แต่งตั้ง

                                1. ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดีกรมคุมประพฤติ  (กระทรวงยุติธรรม)

                                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมคุมประพฤติ ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2548 ต่อไปอีก 1ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549

 

                                2.  การขอปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

                                     คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ  แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)  เป็นประธานกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา  แทนศาสตราจารย์ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ และปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา    จากจำนวน 41 คน  ลดลงเหลือ  21 คน ดังนี้

                                   องค์ประกอบ 

                                        รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานกรรมการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการ โดยกรรมการ ประกอบด้วย  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ปลัดกระทรวงคมนาคม  เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช   ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง   ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา   รศ.ดร.สมเกียรติ  สายธนู   ผศ.ดร. ฉัตรไชย  รัตนไชย   ผศ.อารี    รังสิโยกฤษฎ์  นายนฤทธิ์  ดวงสุวรรณ์   นางพิกุล  บุรีภักดี  นายกำราบ   พานทอง   นายแก้ว  สังข์ชู   นายฉิ้น  บัวบาน  และ นายสมเอก อินทรช่วย  โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการและเลขานุการ และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

                                   อำนาจหน้าที่

                                        1. เสนอแนวนโยบาย และทิศทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา  โดยให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน 

                                        2. กำหนดกรอบและอนุมัติแผนงาน/โครงการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา  และโครงการอนุรักษ์  ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ของหน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน

                                        3. กำกับ ตรวจสอบ  และติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานการอนุรักษ์   ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และโครงการการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

                                        4. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเฉพาะกิจ  เพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการกำกับการบริหารจัดการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามอบหมาย

                                        5. ปฏิบัติงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์  ฟื้นฟู  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                               

                                3. ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง  ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ  "รวมพลังสร้างสุขภาพเพื่อคนไทยแข็งแรง  เมืองไทยแข็งแรง" (เพิ่มเติม)

                                     คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เป็นกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ  เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง"   ทั้งนี้ ให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรี ณ วันที่ได้มีมติแล้ว

 

                                4. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้ง นายสุพรรณ   ศรีธรรมมา  รองอธิบดี  (นักบริหาร 9) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช (ด้านพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง   สำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน  2548  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                               

                                5. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 ระดับ 10 (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)

                                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอ  ให้แต่งตั้ง นายอดุลย์ กอวัฒนา   ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าว 10 ชช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ  ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (นักบริหาร 10) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548  เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ  และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พ้นจากตำแหน่งเดิม  และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

 

                                6.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงการคลัง)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 5  ราย  ดังนี้ 

                                        1. นายปิยพันธุ์  นิมมานเหมินท์  ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)   สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        2. นางพันธ์ทิพย์  สุรทิณฑ์  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (นักบริหาร 10) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ  ดำรงตำแหน่ง  รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        3. นายเสงี่ยม   สันทัด  ที่ปรึกษากฎหมาย (นิติกร 10 ชช)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        4. นางเบญจา  หลุยเจริญ  ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช)  กรมสรรพากร  ดำรงตำแหน่ง  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        5. นายวิชัย  จึงรักเกียรติ  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ  (นักบริหาร 10)  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

                                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่  1  ตุลาคม  2548   และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

 

                                7. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงคมนาคม)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10  จำนวน 3  ราย  ดังนี้

                                        1. นายศิลปชัย  จารุเกษมรัตนะ  รองอธิบดี  (นักบริหาร 9)  กรมการขนส่งทางบก  ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        2. นายชัยสวัสดิ์  กิตติพรไพบูลย์  รองอธิบดี (นักบริหาร 9)  กรมทางหลวง  ดำรงตำแหน่งอธิบดี  (นักบริหาร 10)  กรมทางหลวง 

                                        3. นายไมตรี  ศรีนราวัฒน์  รองอธิบดี (นักบริหาร 9)  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10)  สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร

                                     ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่  1  ตุลาคม  2548 

 

                                8. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพาณิชย์)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน  5  ราย  ดังนี้

                                        1. นายพิษณุ   เหรียญมหาสาร  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  รองปลัดกระทรวง  (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        2. นายวรารักษ์   ชั้นสามารถ  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง  (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        3. นางสาวชุติมา  บุณยประภัศร  ที่ปรึกษาการพาณิชย์  (นักวิชาการพาณิชย์ 10 ชช)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                        4. นางไพเราะ  สุดสว่าง  ที่ปรึกษาการพาณิชย์  (นักวิชาการพาณิชย์ 10  ชช)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง 

                                        5. นางสุจินดา  วังวสุ  ที่ปรึกษาการพาณิชย์  (นักวิชาการพาณิชย์ 10  ชช)  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่  1  ตุลาคม  2548  และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป  

                               

                                9. ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งครบ 4  ปี  ของนักบริหารระดับ 10 (กระทรวงพาณิชย์)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งครบ 4  ปี  ของนักบริหารระดับ 10 (กระทรวงพาณิชย์)  จำนวน 3  ราย  ดังนี้

                                        1. นายศิริพล  ยอดเมืองเจริญ  ตำแหน่ง  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมการค้าภายใน   ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4  ปี  ในวันที่ 13  ตุลาคม  2548  ต่อไปอีก 1  ปี  (ครั้งที่ 1)  ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2548  ถึงวันที่  13  ตุลาคม 2549

                                        2. นางสาวพจนีย์   ธนวรานิช  ตำแหน่ง  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมการประกันภัย  ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4  ปี  ในวันที่  30  กันยายน 2548   ต่อไปอีก 1  ปี (ครั้งที่ 1)  ตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม  2548  ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549

                                        3. นางสาวอรจิต  สิงคาลวณิช  ตำแหน่ง  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ที่ดำรงตำแหน่งครบ  4  ปี  ในวันที่  30  กันยายน  2548  ต่อไปอีก 1  ปี (ครั้งที่ 1)  ตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม  2548  ถึงวันที่  30  กันยายน  2549 

                               

                                10. แต่งตั้งข้าราชการ  (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10  เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ   จำนวน 2  ราย  ดังนี้ 

                                        1. นางชุตาภรณ์  ลัมพสาระ  ผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10)  สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม  ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

                                        2. นางอรรชกา   บริมเบิล  ที่ปรึกษาด้านการลงทุน  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช)  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10)  สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

                                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 1  ตุลาคม  2548  และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป  

                               

                                11. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

                                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ  ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10  เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ  จำนวน  4  ราย