ข่าวที่ 10/1                                                                                                                                                                             

วันที่ 18 ตุลาคม  2548

 

รวมพลังไทย  ลดใช้พลังงาน

ขอเชิญชวนประชาชนลดใช้พลังงานใน 3 วิธี

S  ปิดแอร์เวลา 12.00- 13.00. S  ขับรถไม่เกิน 90 กม. / ชม.  

S  ปิดไฟอย่างน้อย 1 ดวง ทุกบ้านพร้อมกัน เวลา 20.45.

 

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

 

                                วันนี้ เมื่อเวลา 08.30. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

                        นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเฉลิมชัย  มหากิจศิริ  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายดนุพร  ปุณณกันต์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุม

คณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

 

1.

เรื่อง

การประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ

2.

เรื่อง

การขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ  ACMECS  และ การประชุมที่เกี่ยวเนื่อง

3.

เรื่อง 

การพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานจังหวัดชายแดนภาคใต้

4.

เรื่อง 

 

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไข ตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต  .. 2547.. ….

5.

เรื่อง 

 

สัญญาความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทย-

สาธารณรัฐเกาหลี

6.

เรื่อง 

 

การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง

ราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ

7.

เรื่อง 

 

การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ ในการตรวจจับ ค.. 1991

8.

เรื่อง

การตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน

9.

เรื่อง

ร่างพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ

ยาเสพติด (ฉบับที่..) .. ….

10

เรื่อง

รายงานผลการดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนของ      ปีงบประมาณ  .. 2547

11.

เรื่อง

ผลการดำเนินงาน  เรื่อง  การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง

12.

เรื่อง 

รายงานสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการ CFO

13.

เรื่อง 

 

ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..)     .. ….  (บรรเทาภาระความเสียหายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นิติบุคคลที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้)

14.

เรื่อง

รายงานผลการจัดสัมมนาโครงการ “สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล”  ครั้งที่ 2

15.

เรื่อง

 

ร่างพระราชบัญญัติไพ่  (ฉบับที่ ..) .. .... ร่างพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ..)

.. ....   และร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) .. ....

16.

เรื่อง 

 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) .. …. (เพิ่มโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา    เสพยาเสพติดให้โทษ  หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท)

17.

เรื่อง 

วันเทคโนโลยีของไทย ประจำปี 2548

18.

เรื่อง

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้  

19.

เรื่อง

มาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกเชิงรุก

20.

เรื่อง

การพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

21.

เรื่อง

ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

22.

เรื่อง

รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบทะเบียนหนี้สินของเกษตรกร

23.

เรื่อง

มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

24.

เรื่อง

สรุปสถานการณ์และผลการดำเนินงานควบคุมโรคไข้หวัดนก

25.

เรื่อง

ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 3/2548

26.

เรื่อง

ขออนุมัติงบกลางเพื่อจัดประชุมสุดยอดผู้นำพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ 4

27.

เรื่อง

ร่างพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ ..) .. ....

28.

เรื่อง

การแก้ไขปัญหาสังคมในส่วนของเด็กและเยาวชน

29.

เรื่อง

ผลการดำเนินงานโครงการภาคธุรกิจช่วยเหลือคนจน

30.

เรื่อง

การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาและบริการ พ..2542

31.

เรื่อง

การเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550

32.

เรื่อง 

แต่งตั้ง

 

 

  1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

 

 

  2. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (สำนักนายกรัฐมนตรี)

 

 

  3. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

 

 

  4. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

 

 

  5. แต่งตั้งข้าราชการ  ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

 

 

  6. การย้ายข้าราชการระดับ 10 ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 

 

  7. แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์

      (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

 

 

  8. การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์เป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการ

      จัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ

 

 

  9. แต่งตั้งคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์

 

 

10. ขอเปลี่ยนแปลงผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

      และสิ่งแวดล้อม

 

 

11. ขอทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหา

      เด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

                ******************************

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

โทร. 02-2809000 ต่อ 332

สำนักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

ทุกวันอังคาร หรือวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5

ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัด

และขอเชิญชมรายการ “สายตรง ครมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เวลา 16.30 – 17.00.

 
               

 

 

 

 

1. เรื่อง  การประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  เพื่อใช้เป็นแนวทางการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจในหน่วยงานนำร่องใน          ปีงบประมาณ 2549 – 2550 โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คัดเลือกหน่วยงานนำร่องที่จะเป็นตัวแทนภารกิจด้านการให้บริการสาธารณะและการให้บริการด้านการพัฒนาและความมั่นคง โดยหารือร่วมกับหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง  และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  เป็นแกนหลักในการจัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องแนวทางบูรณาการการประเมินผลที่ให้ทุกหน่วยงานกลางสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้     อันจะช่วยลดภาระในการจัดทำรายงานของส่วนราชการในระยะต่อไป 

                                แนวทางการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ  สรุปสาระสำคัญ 5 ส่วนดังนี้ 

                                1. บทนำ  กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดทำเอกสาร   “แนวทางการประเมินความ  คุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ” เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐใช้เป็นแนวทางประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจด้วยตนเอง  และใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าฯ

                                2. การประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ

                                                (1) กรอบแนวคิด  การประเมินความคุ้มค่า หมายถึง การประเมินการดำเนินภารกิจของภาครัฐเพื่อให้ได้ผลผลิต  ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ  และมีผลประโยชน์ที่สมดุลกับทรัพยากรที่ใช้  ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้งผลสำเร็จที่พึงประสงค์  และผลกระทบในทางลบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนและสังคม  ทั้งที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้และไม่สามารถคำนวณเป็นเงินได้  

                                                (2) วัตถุประสงค์  มุ่งให้ส่วนราชการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจด้วยตนเอง เพื่อ : -

                                                                (2.1) ประเมินว่าการปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  และได้ก่อให้เกิด

ผลประโยชน์ต่อประชาชนและภาครัฐ  มากหรือน้อยกว่าค่าใช้จ่ายและผลเสียที่เกิดขึ้นเพียงใด 

                                                                (2.2) เป็นข้อมูลสำหรับส่วนราชการในการทบทวนจัดลำดับความสำคัญในการเลือกปฏิบัติภารกิจ หรือเป็นข้อมูลสำหรับรัฐบาลเพื่อพิจารณายุบเลิกภารกิจ    รวมทั้งปรับปรุงวิธีการปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 

                                                                (2.3) เป็นแนวทางในการพิจารณาจัดตั้งงบประมาณของส่วนราชการในปีต่อไป 

                                                (3) กรอบการประเมินความคุ้มค่า  ให้ความสำคัญกับการประเมินใน 3 มิติ ได้แก่ 

                                                                (3.1) ประสิทธิผลการปฏิบัติภารกิจ  เป็นการประเมินการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการปฏิบัติภารกิจ  โดยเปรียบเทียบผลที่ได้รับจากการปฏิบัติภารกิจว่ามีความสอดคล้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลที่คาดว่าจะได้รับที่กำหนดไว้ก่อนดำเนินการหรือไม่  โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่  การบรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติภารกิจ ความพึงพอใจ และคุณภาพการให้บริการ 

                                                                (3.2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ หมายถึง การประเมินความเหมาะสมสอดคล้องของการใช้ทรัพยากรและกระบวนการทำงาน   เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตตามวัตถุประสงค์   โดยพิจารณาจากผลผลิตเทียบกับต้นทุนทั้งหมด  การจัดหาทรัพยากรที่ได้มาตรฐาน  มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม  รวมทั้งมีกระบวนการทำงานที่ประหยัดทรัพยากรประกอบด้วยตัวชี้วัด 2 ด้าน  ได้แก่  ประสิทธิภาพการผลิต และการประหยัด  โดยประสิทธิภาพการผลิตจะวัดจาก   ประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม  การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน  ระบบการจัดการและการปฏิบัติงาน  และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน 

                                                                (3.3) ผลกระทบ หมายถึง  ผลอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติภารกิจ  ทั้งที่คาดหมายหรือตั้งใจ  และไม่ได้คาดหมาย  ทั้งที่เกิดขึ้นระหว่างและภายหลังการปฏิบัติภารกิจ  ที่อาจกระทบต่อการพัฒนาในมิติอื่น  หรือการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานอื่น  หรือประชาชนทั้งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอื่น   ทั้งในและนอกพื้นที่  ครอบคลุมถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม  รวมทั้งผลกระทบด้านบวกและลบ  ในมิติที่สามารถประเมินในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน   นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินงานตามภารกิจของภาครัฐด้วย 

                                                (4) ความเชื่อมโยงระหว่างการประเมินความคุ้มค่าฯ กับการประเมินการปฏิบัติราชการตามคำ รับรองการปฏิบัติราชการ  การประเมินผลการปฏิบัติราชการจะประเมินในระดับผลผลิตและผลลัพธ์ เน้นใน 4 มิติ คือ ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ คุณภาพการให้บริการ และการพัฒนาองค์กร  ตามหลักการประเมินผลแบบสมดุล (Balanced Scorecard) ส่วนการประเมินความคุ้มค่าจะประเมินในระดับผลลัพธ์และผลกระทบ   ซึ่งเชื่อมโยงต่อยอดจากการประเมินผลการปฏิบัติราชการ   โดยประเมินก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน    ทั้งนี้   เมื่อนำไปใช้ประเมินร่วมกันจะทำให้การใช้ทรัพยากรของส่วนราชการต่าง ๆ ดีขึ้น  และช่วยให้ทราบว่าส่วนราชการใดมีภารกิจซ้ำซ้อนกันหรือไม่ 

                                3. ขอบเขตและตัวชี้วัดในการประเมินความคุ้มค่าฯ

                                        (1) หน่วยของการประเมิน  การประเมินความคุ้มค่าฯ เป็นการประเมินการปฏิบัติภารกิจในหน่วยงานระดับกรม อย่างไรก็ตาม  หลักการในการประเมินสามารถประยุกต์ได้  ทั้งในระดับกรม กลุ่มภารกิจ หรือกระทรวง 

                                        (2) ภารกิจที่ต้องประเมิน ให้ความสำคัญเฉพาะภารกิจหลัก (Core Business ) ของหน่วยงาน  โดยหน่วยงานต้องเป็นผู้กำหนดด้วยตนเองว่า  ภารกิจหลักและผลผลิตหลักของหน่วยงานคืออะไร    ทั้งนี้  ภารกิจหลักของหน่วยงาน  อาจแบ่งออกได้เป็นการให้บริการสาธารณะ  ซึ่งประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง  และการให้บริการ    ด้านการพัฒนาและความมั่นคง    ซึ่งประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยอ้อม  ส่วนผลผลิตหลักของหน่วยงานครอบคลุมทั้งผลผลิต/โครงการที่ได้จากการปฏิบัติภารกิจหลักของหน่วยงาน 

                                        (3) ตัวชี้วัดในการประเมินความคุ้มค่า ประกอบด้วย 

                                                (3.1) ตัวชี้วัดหลัก ทุกหน่วยงานแม้ภารกิจจะมีลักษณะแตกต่างกัน  แต่สามารถใช้ตัวชี้วัดในแต่ละมิติเช่นเดียวกันได้  ดังนี้  การประเมินประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ได้แก่  ต้นทุนต่อหน่วย  สัดส่วนผลผลิตต่อทรัพยากร     และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจริงต่อค่าใช้จ่ายตามแผน  การประเมินประสิทธิผล  จะวัดจากระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมาย  ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ประโยชน์และคุณภาพการให้บริการ  ส่วน การประเมินผลกระทบ  หน่วยงานจะกำหนดตัวชี้วัดเอง  เพื่อสะท้อนการปฏิบัติภารกิจว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม มากน้อยเพียงใด  นอกจากนี้ หน่วยงานจะต้องนำการวิเคราะห์ระดับความสำเร็จของการดำเนินงานจากการใช้งบประมาณ (PART) ของสำนักงบประมาณ  มาประกอบการอธิบายความคุ้มค่าของการปฏิบัติภารกิจด้วย

                                                 (3.2) ตัวชี้วัดเสริม  ในกรณีภารกิจของหน่วยงานไม่สามารถประเมินผลประโยชน์เป็นตัวเลขได้ชัดเจน  หรือเป็นภารกิจที่จัดทำเป็นโครงการ  หน่วยงานจะต้องใช้ตัวชี้วัดเพิ่มเติม  ได้แก่  การประเมินประสิทธิผลของ      ค่าใช้จ่าย  (Cost - Effectiveness)  และการประเมินผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (Benefit – Cost Ratio) เพื่อประเมินความ    คุ้มค่าฯ ด้วย 

                                4. องค์ประกอบรายงาน  ขั้นตอนและกลไกการประเมินความคุ้มค่าฯ

                                        (1) องค์ประกอบของรายงานการประเมินความคุ้มค่าฯ ประกอบด้วยสาระสำคัญอย่างน้อย             3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลเบื้องต้นของหน่วยงาน 2) กรอบการประเมินความคุ้มค่าฯ และผลการประเมินความคุ้มค่าฯ และ 3) ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจระระต่อไป 

                                        (2) ขั้นตอนการประเมินความคุ้มค่าฯ หน่วยงานสามารถประเมินการปฏิบัติภารกิจได้ทั้ง 3 ขั้นตอน  คือ ประเมินก่อนการปฏิบัติงาน ประเมินระหว่างการดำเนินงาน  และประเมินภายหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงานว่ามีผลสัมฤทธิ์และคุ้มค่าหรือไม่ เพียงใด

                                        (3) กลไกการประเมินความคุ้มค่าฯ ประกอบด้วยกลไก 2 ระดับ คือ 1) กลไกระดับนโยบาย ได้แก่   คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธาน  และเลขาธิการ ก... เป็นกรรมการและเลขานุการ และ 2) กลไกระดับหน่วยงาน  ซึ่งตั้งขึ้นภายในหน่วยงาน  มีกลุ่มงาน ก... ของหน่วยงานเป็นฝ่ายเลขานุการ รับผิดชอบการประสานผลักดันการประเมินความคุ้มค่าฯ ภายในหน่วยงาน

                                5. ภาคผนวก ประกอบด้วย  แบบฟอร์มรายงานการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ           ข้อเสนอเครื่องมือในการประเมินความคุ้มค่าฯ  และคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางดำเนินการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐ 

                                การดำเนินงานขั้นต่อไป 

                                ในปีงบประมาณ 2549 – 2550  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะนำ แนวทางการประเมินความคุ้มค่าการปฏิบัติภารกิจของรัฐดังกล่าว  ไปดำเนินการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐในหน่วยงานนำร่อง  โดยคัดเลือกจากหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงกัน  ในด้านการให้บริการสาธารณะและการให้บริการด้านการพัฒนาและความมั่นคง   จากนั้นจะนำผลมาปรับปรุงคู่มือการประเมินความคุ้มค่าฯ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น     ก่อนผลักดันให้ทุกส่วนราชการใช้ประเมินความคุ้มค่าฯ การปฏิบัติภารกิจด้วยตนเองต่อไป 

 

2.  เรื่อง  การขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ

             พัสดุ สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ  ACMECS  และการประชุมที่เกี่ยวเนื่อง 

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการเบิกจ่ายเป็นกรณีพิเศษ  และการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษเกี่ยวกับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี –เจ้าพระยา –แม่โขง ครั้งที่ 2 (2nd   ACMECS  Summit) และการประชุมที่เกี่ยวเนื่อง แล้วมีมติอนุมัติดังนี้

                                1. ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการประชุมระหว่างประเทศ พ.. 2539 และหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค 0409.7/47 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2548 โดยเบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงเป็นกรณีพิเศษ ตามความจำเป็นและเหมาะสมเฉพาะกรณี ดังรายการต่อไปนี้

1.1    ค่าของที่ระลึกสำหรับผู้นำ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสที่เข้าร่วมประชุม

1.2    ค่าของขวัญสำหรับคู่สมรสผู้นำและคู่สมรสรัฐมนตรี

1.3    ค่าการแสดงที่เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

1.4    ค่าอาหาร  และค่าที่พัก

1.5    ค่าอาหารว่าง  และเครื่องดื่ม

1.6    ค่าเช่ายานพาหนะ  และค่าจ้างเหมาบริการพนักงานขับรถยนต์

1.7    เงินรางวัล หรือค่าตอบแทน

1.8    ค่ากระเป๋าเอกสารสำหรับผู้นำและรัฐมนตรี

1.9    ค่าเข็มกลัดเครื่องหมาย ACMECS  สำหรับผู้นำรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส

                                2. ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ  สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษทุกกรณีที่จะต้องดำเนินการในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ  รัฐมนตรีต่างประเทศ ACMECS  และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาของการจัดประชุมดังกล่าว ดังนี้

                                                2.1 ข้อ 16- ข้อ 14 (การจัดซื้อจัดจ้าง)

                                                2.2 ข้อ 68- ข้อ 70 (การจ่ายเงินล่วงหน้า)

                                                2.3 ข้อ 97- ข้อ 111 (การจ้างออกแบบและควบคุมงาน)

                                                2.4 ข้อ 128 (การเช่า)

                                                2.5 ข้อ 136- ข้อ 144 (สัญญาและหลักประกัน)

                                กระทรวงการต่างประเทศ  รายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  อิระวดี –เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 2  (2nd   ACMECS  Summit) โดยจะมีการประชุมที่เกี่ยวเนื่องในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2548 ณ กระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัวและทันเวลา สอดคล้องกับแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ   จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายเป็นกรณีพิเศษและการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษโดยยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ  ในการดำเนินการดังกล่าว

 

3.  เรื่อง  การพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายเนวิน  ชิดชอบ)  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอ    แล้วมีมติเห็นชอบ ดังนี้

                                1. เห็นชอบในหลักการ แนวทาง วิธีการดำเนินงาน และพื้นที่ดำเนินการโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2549 ดังนี้

1)      เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ

                                          เพื่อให้มีการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ในลักษณะของการเยียวยาเพื่อให้สามารถดำรงชีพได้อย่างพอเพียง  ให้มีการพัฒนาและส่งเสริมสันติสุขในชุมชน  ในลักษณะเครือข่ายการประสานงานกับองค์กรในชุมชน  ทั้งโรงเรียน  องค์กรศาสนาในท้องถิ่นและให้ชุมชนสามารถดูแลขบวนการพัฒนาสันติสุขในชุมชนได้ด้วยตนเอง  รวมทั้งให้มีการพัฒนาอาชีพตามแนวพระราชเสาวนีย์ในโครงการฟาร์มตัวอย่าง และโครงการพัฒนาอาชีพ   ทั้งในด้านภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรตามความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ  ทั้งนี้ ให้กำหนดพื้นที่เป้าหมายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี  ยะลา นราธิวาส)  และเขต 4 อำเภอ  ของจังหวัดสงขลา (จะนะ  สะบ้าย้อย  เทพา  และนาทวี) โดยที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มภารกิจการจ้างงานไว้

5 กลุ่ม ดังนี้

1.1    กลุ่มภารกิจโครงการตามพระราชเสาวนีย์ จำนวน 10,000 อัตรา กำหนดการจ้างงาน

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2548 โดยมอบหมายให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  (กปร.) เป็นผู้ดำเนินการ

                                                        1.2 กลุ่มภารกิจโครงการช่วยเหลือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ  จำนวน 2,300 อัตรา โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2548

                                                        1.3 กลุ่มภารกิจโครงการเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน  จำนวน 11,810 อัตรา เริ่มดำเนินการ

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548

                                                        1.4 กลุ่มภารกิจเพื่อพัฒนาอาชีพตามความต้องการของประชาชน  จำนวน 10,000 อัตรา

                                                        1.5 กลุ่มสำรองไว้เพื่อความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 7,890 อัตรา

                                                  2) แนวทางและวิธีการดำเนินการ

                                                        2.1 จ้างเพื่อโครงการตามพระราชเสาวนีย์ฯ เริ่มจ้างได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2548 

                                                        2.2 มอบให้ กอ.สสส.จชต.  กอ.สสส.จังหวัด กอ.สสส.อำเภอ  และสำนักงานจัดหางานจังหวัดดำเนินการรับสมัครและจัดจ้างในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

                                                                - กลุ่มจ้างงาน เพื่อเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รับสมัครและจ้างงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548

                                                                - กลุ่มจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน  และเพื่อพัฒนาอาชีพ  รับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 และจ้างงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548

                                                        2.3 กำหนดให้ผู้รับจ้างเพื่อเสริมสร้างสันติสุขในชุมชนและเพื่อพัฒนาอาชีพ  มีการฝึกอบรมศึกษาดูงานตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้นเป็นเวลา 1 เดือน  เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนเริ่มปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายแต่ละตำแหน่งงาน โดยได้รับค่าจ้างเหมือนกับช่วงปฏิบัติงาน

                                                        2.4 อัตราค่าจ้าง กำหนดคนละ 4,500 บาท/เดือน หรือวันละ 150 บาท

                                                        2.5 จัดทำฐานข้อมูลการจ้างงานในระดับจังหวัด โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดเป็นผู้รับ

ผิดชอบด้วยการสนับสนุนกำลังคนและงบประมาณจาก กอ.สสส.จชต.  และจัดทำฐานข้อมูลการจ้างงานในภาพรวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดย กอ.สสส.จชต. เป็นผู้รับผิดชอบ

                                                        2.6 กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลทุก ๆ  4 เดือน  โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                        2.7 การฝึกอบรมด้านอาชีพการเกษตรและนอกภาคการเกษตร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นหน่วยงานหลักในการฝึกอบรมในโครงการ

                                2. เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนปี 2549 จำนวน 2,294 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง  รายการค่าใช้จ่ายการพัฒนาจังหวัด     ชายแดนภาคใต้  (5,000 ล้านบาท)  ไปก่อน  และหากมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มเติมมากกว่าวงเงินของรายการค่าใช้จ่ายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  5,000 ล้านบาท เห็นควรให้คณะกรรมการนโยบายเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กสชต.)  พิจารณากลั่นกรอง  แล้วแจ้งทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอใช้จ่ายจากงบกลาง   รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  เพิ่มเติมตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป

 

4.       เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไข ตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต 

             .. 2547.. ….

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไข ตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต  .. 2547.. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                                ทั้งนี้  ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีหลักการสอดคล้องตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน รวม 21 ฉบับ  และนำหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวมารวบรวมและจัดหมวดหมู่ไว้ในฉบับเดียวกัน ยกเว้นกฎกระทรวง ฉบับที่ 34 (.. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยบริการที่ผู้ประกอบกิจการสถานบริการมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษี  ที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการสถานบริการประเภทสนามแข่งม้า  และสนามกอล์ฟ  มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีสำหรับบริการในสถานบริการดังกล่าว  กระทรวงการคลังได้ยกเลิกไปโดยไม่นำมากำหนดไว้ในร่างกฎกระทรวงนี้อีก  โดยมีเหตุผลว่าเนื่องจากมีการขอยกเว้นภาษีโดยใช้สิทธิในการบริจาคให้แก่องค์การสาธารณกุศลจำนวนมาก

                                กระทรวงการคลังชี้แจงว่า  กรมสรรพสามิตได้ปรับปรุงและรวบรวมกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน         พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต  .. 2527 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันให้เป็นหมวดหมู่  เพื่อความสะดวกในการศึกษาและนำมาใช้ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามกรอบนโยบายการพัฒนากฎหมาย 3 หลักการ 15 แนวทาง ซึ่งบรรจุในแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงการคลัง และแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ประจำปี 2548 และได้ยกร่างกฎกระทรวงตามหลักการที่เสนอในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติเสร็จแล้ว จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

                                กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2547 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน รวม 21 ฉบับ ที่กำหนดให้ยกเลิกตามร่างกฎกระทรวงนี้

                                1. กฎกระทรวง (.. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยค่าธรรมเนียม

                                2. กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527   ว่าด้วยอัตราค่าทำการที่จะต้องเสียให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานสรรพสามิต

                                3. กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527   ว่าด้วยคลังสินค้าทัณฑ์บน

                                4. กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยวิธีการในการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี  เพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว

                                5. กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์  วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาตและการขอต่อใบอนุญาตผลิตเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี   จดทะเบียน

                                6. กฎกระทรวง ฉบับ  11 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี

                                7. กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (.. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษี

                                8. กฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (.. 2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยวิธีการในการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว

                                9. กฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (.. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี

                                10. กฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (.. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต  .. 2527 ว่าด้วยสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะขอลดหย่อนภาษีได้

                                11. กฎกระทรวง ฉบับที่ 27 (.. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสถานแสดงรถยนต์เพื่อขาย

                                12. กฎกระทรวง ฉบับที่ 29 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการงดเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

                                13. กฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (.. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะขอลดหย่อนภาษีได้

                                14. กฎกระทรวง ฉบับที่ 31 (.. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะขอลดหย่อนภาษีได้

                                15. กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (.. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษีเนื่องจากการบริจาค  และสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสิทธิได้รับคืนภาษีเนื่องจากสินค้าเสียหายหรือเสื่อมคุณภาพ

                                16. กฎกระทรวง ฉบับที่ 34 (.. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยบริการที่ผู้ประกอบกิจการสถานบริการมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษี

                                17. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการผลิตสินค้า พ.. 2545

                                18. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีหรือคืนภาษีหรือลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากรและการขอรับคืนหรือการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษี พ.. 2547

                                19. กฎกระทรวงยกเลิกการกำหนดสิ่งที่นำไปดัดแปลงให้เป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน พ.. 2547

                                20. กฎกระทรวง ฉบับที่ 36 (.. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527ว่าด้วยวิธีการในการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อให้ปรากฎว่าได้เสียภาษีแล้ว

                                21. กฎกระทรวง ฉบับที่ 37 (.. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.. 2527 ว่าด้วยสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะขอลดหย่อนภาษีได้

 

5.  เรื่อง  สัญญาความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาสัญญาความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลี  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  แล้วมีมติเห็นชอบดังนี้

                                1. ร่างสัญญาความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตรา  (Bilateral  Swap  Arrangment : BSA)

ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่

                2. หากมีการเปลี่ยนแปลงในร่างสัญญา  BSA  ตามข้อ 1   โดยไม่มีนัยสำคัญให้กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

                                3. มอบหมายให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน  เป็นผู้ลงนามในสัญญา  BSA   โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้  และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้จัดทำความเห็นทางกฎหมายประกอบสัญญา  BSA  เมื่อมีการกู้ยืมจริง

                ซึ่งสัญญา  BSA  มีความสำคัญ  3 ประการคือ

                                1.เป็นมาตรการป้องกัน  (Preventive Measure)  เนื่องจากเป็นกลไกที่ช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินหรือขาดสภาพคล่องในระยะสั้น  ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเสริมสร้างระบบระวังภัย

ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค  (Regional  Surveillance  Mechanism)

                                2. เป็นมาตรการเสริมกลไกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (Supplementary  to the IMF)  กล่าวคือ  ความตกลงทวิภาคีจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินเสริมกับความช่วยเหลือจาก  IMF

                                3. เป็นมาตรการเพิ่มเติม  (Additional  Facility)  โดยประเทศคู่สัญญา  BSA  สามารถเบิกถอนเงินจำนวนหนึ่ง  โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเงื่อนไขของ IMF 

                                ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า ได้เสนอให้มีการจัดทำสัญญาความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่    หลังจากที่สัญญาความตกลงฉบับเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548  หมดอายุลงตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2548   โดยการจัดทำสัญญาความตกลงดังกล่าว   จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของไทยในตลาดการเงิน  การเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงิน  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิกอาเซียน+3  และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างประเทศต่อประเทศไทยถึงความแข็งแกร่งทางภาวะเศรษฐกิจที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสำรองให้เบิกจ่ายกรณีฉุกเฉินด้วย   การจัดทำสัญญาความตกลงฉบับใหม่นี้ประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันถึงการจัดทำสัญญาความตกลงร่วมกันแล้ว   โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในบางส่วนที่สำคัญคือ การเบิก-ถอนหรือการต่ออายุสัญญา  BSA  ให้ดำเนินการภายใน  2  ปี  จากเดิม  3  ปี   และการเพิ่มวงเงินเบิก-ถอนระหว่างกันสำหรับประเทศผู้ขอกู้   ที่ไม่ได้อยู่ในโครงการความช่วยเหลือทางการเงินของ IMF จากร้อยละ 10  เป็นร้อยละ 20  ของวงเงินเบิก—ถอนสูงสุด  ทั้งนี้  สาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเนื่องจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประเทศสมาชิกอาเซียน  จึงไม่มีประเทศใดเบิก-ถอนตามสัญญา  BSA  ในช่วงที่ผ่านมาและเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3  เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548  จึงได้มีการทบทวนหลักการสำคัญของสัญญา  BSA  เดิม 

 

 

6. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร

           กัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ  แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินพิธีการแลกเปลี่ยนหนังสือกับฝ่ายกัมพูชาไปได้ในช่วง   การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา  ครั้งที่ 5  ซึ่งจะมีขึ้นที่เมืองเสียมราฐ   ระหว่างวันที่  19-20  ตุลาคม 2548  ทั้งนี้  หากมีความจำเป็นให้ปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำบางตอนในลักษณะที่ไม่กระทบสาระสำคัญของความตกลงฯ  ซึ่งลงนามเมื่อปี พ.. 2544  ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถเจรจากับฝ่ายกัมพูชาได้ 

                                ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า  รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาเห็นชอบร่วมกัน   ที่จะยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการระหว่างกัน   โดยรัฐบาลกัมพูชาจะอนุญาตให้ชาวไทยที่ถือหนังสือ    เดินทางราชการสามารถเดินทาง  พักอาศัย  หรือเดินทางผ่านราชอาณาจักรกัมพูชาได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน  30  วันโดย  ไม่จำเป็นต้องขอรับการตรวจลงตรา  ในขณะที่รัฐบาลไทยจะยกเว้นการตรวจลงตราแก่ชาวกัมพูชาที่ถือหนังสือเดินทาง ราชการในทำนองเดียวกัน   โดยให้ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายใน 30  วัน   นับจากที่ฝ่ายกัมพูชาได้รับหนังสือแจ้งตอบซึ่งปรากฏข้อความในลักษณะเดียวกันจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย 

 

7.  เรื่อง การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจจับ

            .. 1991

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจจับ ค.. 1991   ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ   แล้วมีมติเห็นชอบดังนี้

                                1. เห็นชอบในหลักการตามที่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศเสนอให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจจับ ค..1991  ได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือออกกฎหมายอนุวัติการอีก

                                2. ให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุระเบิดพลาสติกเพื่อวัตถุประสงค์ใน การตรวจจับ ค.. 1991  โดยให้ตั้งข้อสงวนตามข้อ 11 วรรค 2   ของอนุสัญญาฯ  ที่จะไม่ผูกพันตามข้อ 11  วรรค 1  ของอนุสัญญาฯ ที่กำหนดให้รัฐภาคีระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยอนุญาโตตุลาการหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ   ตาม แนวทางปฏิบัติของประเทศไทยที่จะไม่รับเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศล่วงหน้า  และให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ต่อไป 

                                ทั้งนี้  อนุสัญญาฯ  ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

                                        1. กำหนดให้รัฐภาคีใช้มาตรการที่จำเป็นและอย่างได้ผลเพื่อห้ามและป้องกันการผลิตวัตถุระเบิดพลาสติกที่ไม่ได้ผสมสารช่วยตรวจจับในดินแดนของตน

                                        2. กำหนดให้รัฐภาคีใช้มาตรการที่จำเป็นและอย่างได้ผลเพื่อห้ามและป้องกันการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดพลาสติกที่ไม่ได้ผสมสารช่วยตรวจจับเข้ามาหรือออกจากดินแดนของตน

                                        3. กำหนดให้รัฐภาคีใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อการทำลายหรือใช้ให้หมดไปซึ่งวัตถุระเบิดพลาสติกที่ไม่ได้ผสมสารช่วยตรวจจับที่มีไว้ในครอบครอง   โดยภาคเอกชนภายใน  3  ปี  และโดยกองทัพและตำรวจภายใน 15  ปี    นับแต่วันที่อนุสัญญาฯ  มีผลใช้บังคับกับประเทศไทย  

                                       

8.  เรื่อง   การตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชนตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ   แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน  (องค์การมหาชน)  .. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา   โดยให้ปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญให้  เหมาะสมและให้รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย 

                                ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า การจัดตั้งองค์กรดังกล่าวควรจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารที่กระทรวงคมนาคมเสนอมา 2 ชุด ที่ประชุม      จึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)  รับไปดูแลแนวทางการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนต่อไป

                                สำหรับแนวทางการจัดตั้งองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน    (องค์การมหาชน)  ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เสนอให้ออกเป็นร่างพระราชกฤษฎีกามีสาระสำคัญดังนี้

                                1. จัดตั้งองค์กรบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน  เป็นองค์การมหาชน  มีวัตถุประสงค์และอำนาจ  หน้าที่ดังนี้ 

                                        (1) วางแผนและเสนอแนะนโยบายกิจการระบบขนส่งมวลชนต่อคณะรัฐมนตรี

                                        (2) ดำเนินการระดมเงินทุนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ การออกพันธบัตรหรือตราสารการเงิน   การลงทุนในตราสารการเงิน  การร่วมลงทุน หรือการอื่นใดเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุน

                                        (3) จัดสร้างและดำเนินการระบบขนส่งมวลชนที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย   โดยจะดำเนินการเองหรือมอบหมายให้หน่วยงานอื่นของรัฐหรือให้สัมปทานเอกชนก็ได้

                                        (4) กำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการที่มีมาตรฐานและเป็นธรรม โดยดำเนินการให้มีการเชื่อมต่อ โครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ 

                                2. การบริหารองค์กร   ประกอบด้วย

                                        (1) คณะกรรมการบริหาร  ประกอบด้วย  กรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง  เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมการปฏิบัติงานขององค์กร

                                        (2) ผู้อำนวยการองค์กร  เป็นบุคลากรตามสัญญาจ้างที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริหาร  ทำหน้าที่ดำเนิน   กิจการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กร

                                        ในการบริหารองค์กรต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด   และต้องปฏิบัติตามแนวทาง         ที่คณะกรรมการอำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชน  ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกำหนดด้วย 

                                3. ทุนและทรัพย์สินขององค์กร

                                          (1) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสม

                                          (2) เงินที่ได้จากการระดมเงินทุน

                                          (3) ค่าธรรมเนียม  ค่าบริการ  หรือรายได้จากการดำเนินกิจการ  รวมทั้งเงินที่ได้รับจากการจัดสรรจากภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ 

                                          (4) เงินอุดหนุนอื่นจากรัฐหรือเอกชน หรือที่มีผู้อุทิศให้  

                                4. กองทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชน

                                     เป็นการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำรายได้ขององค์กรมารวมไว้  และใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน  รวมทั้งสนับสนุนระบบขนส่งอื่น  ซึ่งจะอยู่ในความควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินกองทุนโดยคณะกรรมการบริหาร

                                5. การสนับสนุนการดำเนินงาน

                                      (1) องค์กรอาจร้องขอให้คณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการระบบขนส่งมวลชน เพื่อเป็นหลักเกณฑ์กลางให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน

                                      (2) องค์กรอาจขอรับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีในด้านการยกเว้นภาษีอากร หรือการเรียกเก็บ     ค่าธรรมเนียม เพื่อจูงใจการลงทุนหรือเป็นรายได้ของกองทุน   ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีผลบังคับให้ส่วนราชการ          ที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ความสนับสนุนตามอำนาจหน้าที่

                                6. การกำกับดูแล

                                      (1) นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกามีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการขององค์กรให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย หรือมติคณะรัฐมนตรี

                                      (2) ให้มีคณะกรรมการกำกับการบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชน เป็นคณะกรรมการอิสระที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ใช้บริการ ผู้ลงทุน และผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินกิจการขององค์กรให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อรายงานต่อ       คณะรัฐมนตรี   นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่ออำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชนและคณะกรรมการบริหาร

                                7. บทเฉพาะกาล

                                    ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการอำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชนที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ทำหน้าที่คณะกรรมการบริหารเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร

 

               

9.  เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฉบับที่..) .. ….

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฉบับที่..) .. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว  และคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ  ไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2547  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เสนอ   แล้วให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา  ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป 

                                ทั้งนี้  ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

                                1. กำหนดโทษความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 

                                2. กำหนดให้เลขาธิการหรือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่เลขาธิการมอบหมายเป็นผู้ขออนุมัติการขอหมายจับจากศาลหรือการแจ้งข้อหาความผิด 

                                3. กำหนดให้พนักงานสอบสวน เจ้าของทรัพย์สิน หรือบุคคล   ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินสามารถ         ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์หรือขายทอดตลาด  และกำหนดให้มีการคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาที่ขายทอดตลาดหรือจ่ายค่าทดแทนความเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์สิน  

                                4. ปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับผู้ไม่มาให้ถ้อยคำ  ไม่ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ  หรือไม่ส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐาน  หรือขัดขวาง หรือไม่ให้ความสะดวก 

 

10.  เรื่อง  รายงานผลการดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนของปีงบประมาณ 

              .. 2547

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานผลการดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนของปีงบประมาณ พ.. 2547 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว   และให้นำเสนอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

                                กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

                                1. กระทรวงการคลังกำหนดให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ผู้รับผิดชอบทุนหมุนเวียนที่มีมูลค่าสินทรัพย์ จำนวน 500 ล้านบาทขึ้นไป  ต้องรายงานผลการดำเนินการให้รัฐสภาทราบ  มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชน  สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ณ วันที่ 30 กันยายน 2547   เป็นเงินจำนวน 891,144,748.13 บาท  และกระทรวงศึกษาธิการได้จัดส่งรายงานผลการดำเนินงานและสถานะเงินทุนหมุนเวียนให้         สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบเพื่อรับรองงบการเงินแล้ว

                                2. กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้เสนอรายงานผลการดำเนินงานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษา           โรงเรียนเอกชนของปีงบประมาณ พ.. 2547 ของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชน  สำนักงานบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยมีสาระสำคัญดังนี้  “รายงานผลการดำเนินการของกองทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2547 เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนมีรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมและค่าปรับรวม 18.15 ล้านบาท ไม่มีค่าใช้จ่าย รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย 18.15     ล้านบาท ต่ำกว่างวดปีก่อน 2.68 ล้านบาท”

 

11.  เรื่อง  ผลการดำเนินงาน  เรื่อง  การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง 

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงาน  เรื่อง  การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ  ดังนี้

                                กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่า  ได้รับรายงานผลการรับเด็กถูกทอดทิ้งตามข้อตกลงในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กที่ถูกทอดทิ้ง  เพื่อป้องกันปัญหามารดาทอดทิ้งบุตรภายหลังคลอดจากสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต  สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์  สถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง  สถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลา  สถานสงเคราะห์เด็กหญิงอุดรธานี  และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช  ระหว่างวันที่ 9 – 25 กันยายน  2548  พบว่ามีเด็กถูกทอดทิ้งจำนวน 59 ราย  ดังนี้

                                1. จำแนกตามอายุของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ได้แก่ อายุแรกเกิด – 6 เดือน จำนวน 25 ราย อายุ 6 เดือน –  1 ปี จำนวน 6 ราย  อายุ 1 ปี – 1 ปี  6 เดือน จำนวน 2 ราย  อายุ 1 ปี 6 เดือน – 2 ปี จำนวน 3 ราย  อายุ 2 ปีขึ้นไป จำนวน 23 ราย 

                                2. จำแนกตามหน่วยงานที่นำส่งเด็ก ได้แก่ โรงพยาบาล จำนวน 2 ราย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 12 ราย  ครอบครัว (บิดา มารดา) จำนวน 9 ราย  หน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและ สวัสดิการ จำนวน 27 ราย  ตำรวจ องค์กรเอกชน จำนวน 9 ราย 

                                3. จำแนกตามประเภทที่เด็กถูกทอดทิ้ง แบ่งเป็น

                                     3.1 กรณีที่บิดามารดาฝากไว้เป็นการชั่วคราว จำนวน 30 ราย 

                                                3.1.1 สาเหตุที่บิดามารดานำเด็กมาฝากไว้ที่สถานสงเคราะห์เป็นการชั่วคราว  เนื่องมาจาก   ครอบครัวแตกแยก และต้องออกไปทำงานนอกบ้าน  มีฐานะยากจน (ไม่มีงานทำ กำลังหางานทำ) บิดา – มารดา ต้องโทษ ครอบครัวติดเชื้อ H.I.V. การเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม 

                                                3.1.2 การช่วยเหลือเด็กที่บิดามารดานำมาฝากไว้ที่สถานสงเคราะห์เป็นการชั่วคราว คือ

                                                                (1) บิดามารดาเด็กมาติดต่อขอเด็กเข้าไว้ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์เด็กเป็นการชั่วคราว 

                                                                (2) นักสังคมสงเคราะห์เยี่ยมบ้านเพื่อสอบสภาพและดำเนินการให้คำปรึกษาและให้

ความช่วยเหลือในเบื้องต้น  ถ้าหากครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ก็ให้คำแนะนำโดยการนำเด็กเข้าไว้ในความอุปการะของ        สถานสงเคราะห์เป็นการชั่วคราว 

                                                                (3) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการรับเด็กไว้ในความอุปการะในสถานสงเคราะห์เด็ก          โดยบิดา หรือ มารดาของเด็กจะต้องลงนามในแบบ พว.3 

                                                                (4) เมื่อรับเด็กเข้าไว้ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์แล้ว  นักสังคมสงเคราะห์ที่เด็กพำนักอยู่จะออกไปสอบสภาพและข้อเท็จจริงของครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน  และเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก  ตลอดจนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งภายในครอบครัวของเด็ก  และมีความพร้อมที่จะกลับไปดูแล ในครอบครัวตามเดิม 

                                                                (5) เมื่อบิดา มารดา มีความพร้อมและรับเด็กกลับไปดูแลในครอบครัวตามเดิมแล้ว  กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะติดตามให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเด็ก ต่อไป 

                                        3.2 กรณีที่บิดา มารดา มอบให้สถานสงเคราะห์อุปการะเป็นการถาวรและเด็กถูกทอดทิ้ง จำนวน            29 ราย

                                                3.2.1 สาเหตุที่บิดา มารดา นำเด็กมามอบให้สถานสงเคราะห์อุปการะเป็นการถาวรและเด็กถูกทอดทิ้งเนื่องมาจาก  บิดาต้องโทษ มารดาติดเชื้อ HIV มารดาตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ มีฐานะยากจน ครอบครัวหย่าร้าง มารดาเป็นผู้รับการสงเคราะห์ ไม่มีผู้อุปการะ ทอดทิ้งหลังคลอด (ทิ้งไว้ในโรงพยาบาล) ทอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ ทอดทิ้งกับผู้รับจ้างเลี้ยงดู,ญาติ อื่น ๆ ได้แก่ เร่ร่อน พลัดหลง 

                                                3.2.2 การช่วยเหลือเด็กที่บิดามารดามอบให้สถานสงเคราะห์เด็กอุปการะเป็นการถาวรและเด็ก ถูกทอดทิ้ง   กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะสืบหาบิดามารดาเด็กในความอุปการะทุกราย  ก่อนที่จะส่งเด็กคืนครอบครัว หรือพิจารณาหาครอบครัวทดแทน   หากติดตามไม่พบหรือพบแต่ครอบครัวไม่สามารถให้การเลี้ยงดูบุตรได้    จะพิจารณาจัดหาครอบครัวทดแทนที่เหมาะสมให้กับเด็ก ต่อไป 

                                                                (1) รับเด็กเข้าอุปการะในสถานสงเคราะห์  โดยจัดบริการแก่เด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัยอย่างรอบด้าน  ได้รับการศึกษา ฝึกอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 

                                                                (2) การจัดบริการครอบครัวทดแทนที่เหมาะสมให้กับเด็ก คือ

                                                                    - การจัดหาครอบครัวทดแทนชั่วคราว เป็นการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์  โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะพิจารณาคัดเลือกครอบครัวอุปถัมภ์ที่ประสงค์จะรับเด็กไปอุปการะชั่วคราว  และจัดให้นักสังคมสงเคราะห์ติดตามเยี่ยมเยียนครอบครัวอุปถัมภ์เหล่านี้เป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยเหลือให้ครอบครัวและเด็กอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น  ครอบครัวเหล่านี้อาจพิจารณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก และ/หรือ สนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้ตามความเหมาะสม 

                                                                    - จัดหาครอบครัวทดแทนที่ถาวรให้แก่เด็ก   โดยการมอบเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมทั้ง    ชาวไทยและชาวต่างประเทศ  เพื่อให้เด็กมีชีวิตครอบครัวตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ  ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาหาครอบครัวที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่บิดามารดาให้แก่เด็กแล้ว  ยังจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมด้วย   ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ขอรับเด็กที่ถูกทอดทิ้งเป็นบุตรบุญธรรมทั้งสิ้นกว่า 500 คน   โดยเป็นชาวต่างชาติ   ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมกว่าปีละ 350 คน  และคนไทยรับเด็กที่ถูกทอดทิ้งกว่าปีละ 150 คน 

                                มาตรการป้องกันปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง

                               


                                กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดเตรียมบริการสำหรับป้องกันปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง ดังนี้ 

                                1. การสงเคราะห์เด็กในครอบครัว  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ครอบครัวทำหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ต่อไปเมื่อประสบวิกฤตการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ    มุ่งส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัวและป้องกันมิให้ครอบครัวแตกแยก อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหาการทอดทิ้งเด็ก  โดยให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาหรือทุนประกอบอาชีพ  ทุนการศึกษาแก่เด็ก หรือค่ารักษาพยาบาลและอื่น ๆ อาทิ แป้ง นมสำหรับเด็กอ่อน อุปกรณ์การเรียน  เครื่องแบบนักเรียน  นอกจากนี้ยังประสานขอความร่วมมือและความช่วยเหลือจากองค์การเอกชนทั้งในและต่างประเทศ  เพื่อนำมาช่วยเหลือเด็กและครอบครัวของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กอยู่กับครอบครัวของตนต่อไปได้  และดำรงรักษาสภาพครอบครัวไว้มิให้ล่มสลาย

                                2. การให้บริการเบื้องต้นแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม 

                                                2.1 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ  ได้มีบริการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประชาชนในปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ทั้งปัญหาส่วนตัวหรือครอบครัว  ตลอดจนปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ  อาจมาปรึกษาปัญหาด้วยตนเอง  หนังสือ จดหมาย หรือทางโทรศัพท์ โดยจะมีโทรศัพท์สายตรงไว้บริการ  ทั้งนี้จะมีนักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ  ตลอดจนให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านทรัพยากรต่าง ๆ ตามสภาพของปัญหา  หรืออาจส่งเรื่องต่อไป

รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือองค์กรอื่นที่พิจารณาเห็นว่าสามารถให้บริการได้ตรงกับสภาพปัญหาของผู้ที่ได้รับ

ความเดือดร้อน 

                                                2.2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ได้มีบริการสายด่วน 1300 (ศูนย์ประชาบดี)  เพื่อรับแจ้งข้อมูลข่าวสาร  ให้คำแนะนำปรึกษาและบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง  ซึ่งเป็นหน่วยรับบริการขั้นต้นที่สามารถเชื่อมโยงประสานส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ตามลักษณะของผู้รับบริกาต่อไป 

                                3. การส่งเสริมและพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กอายุ 0 – 5 ปี    มีการพัฒนาการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา  ตลอดจนได้รับการศึกษาตามควรแก่วัย  เพื่อจะได้เติบโตเป็นประชาชนที่มีคุณภาพต่อไป  นอกจากนี้ยังเป็นการให้ความช่วยเหลือครอบครัวในกรณีที่บิดามารดา   ต้องออกไปประกอบอาชีพนอกบ้าน  แต่ไม่สามารถหาผู้มาเลี้ยงดูบุตรของตนได้  โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้ให้การส่งเสริมทั้งด้านวิชาการ   และการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานสงเคราะห์ภาคเอกชน     ให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสในชุมชนแออัด  หรือในแหล่งก่อสร้างในชุมชนในเมือง  หรือกลุ่มเด็กที่เร่ร่อนติดตามพ่อแม่ไปประกอบอาชีพในที่ต่าง ๆ                 

                                4. โครงการ / กิจกรรม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการเพื่อปกป้อง     คุ้มครองเด็ก ได้แก่ โครงการสร้างสายใยพิทักษ์เด็ก ครั้งที่ 3 ประกอบด้วยกิจกรรมเวทีเด็ก กิจกรรมการอบรมเตรียมความพร้อมบุคลากร กิจกรรมการอบรมเด็กเร่ร่อนโครงการสร้างสายใยรัก พิทักษ์เด็ก  โครงการอบรมให้ความรู้เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.. 2546  โครงการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนเพื่อเป็นศรีแห่งแผ่นดิน  โครงการรวมพลัง ร่วมใจ ผู้นำเยาวชนสร้างสรรค์สังคม  โครงการเด็กไทยร้อยดวงใจห่างไกลอบายมุข  โครงการรู้รักษ์ ห่วงใยตนเอง โครงการกีฬาสามัคคี  โครงการสัมมนาส่งเสริมศักยภาพสตรีมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้  โครงการความรักและความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย  โครงการให้ความรู้แก่เยาวสตรีเพื่อป้องกันการถูกล่อลวง  โครงการให้ความรู้แก่หญิงไทยเพื่อป้องกันภัยในต่างประเทศ  โครงการสัมมนา เรื่อง ผู้ชายช่วยได้ในการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี   โครงการสัมมนา เรื่อง พลังสตรี      สรรค์สร้างชีวิต เสริมสร้างความมั่นคงแก่สังคม

 

12.  เรื่อง  รายงานสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการ CFO

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงานการปรับบทบาทและภารกิจคลังจังหวัดเป็นนักบริหารเศรษฐกิจการคลังจังหวัด (CFO) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และแจ้งให้ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนข้อมูลให้กับกระทรวงการคลังด้วย

                                กระทรวงการคลังรายงานว่า  คลังจังหวัดมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่นักบริหารเศรษฐกิจการคลังจังหวัด (CFO) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัด  โดยมีภารกิจและความคืบหน้าในการดำเนินงานดังนี้ 

                                1. ภารกิจของนักบริหารเศรษฐกิจการคลังจังหวัด (CFO) เพื่อสนับสนุนการบริหารงานจังหวัดแบบ     บูรณาการ (CEO) ประกอบด้วย

                                        (1) วิเคราะห์ เสนอแนะ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในด้านการคลัง ด้านงบประมาณ

ด้านเศรษฐกิจ และด้านบัญชี รวมทั้งประสานงานหน่วยงาน  และธนาคารในสังกัดกระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนในจังหวัด  

                                        (2) เป็นที่ปรึกษาและฝึกอบรมหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในเรื่องบัญชี ตรวจสอบภายใน รวมทั้งกฎหมายและระเบียบการเงิน การคลัง และการพัสดุ 

                                        (3) เป็นศูนย์ข้อมูลด้านการเงิน การคลัง การบัญชี เศรษฐกิจ และหนี้สินภาคประชาชนในจังหวัด 

                                2. ผลการดำเนินงาน  และแผนงานที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ พ.. 2549  ตามภารกิจดังกล่าวของ CFO มีดังนี้

                                       (1) ภารกิจการวิเคราะห์ เสนอแนะ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด

                                                . ด้านการคลังและงบประมาณ 

ปี

ผล/แผนการดำเนินงาน

ประโยชน์

เริ่มดำเนินการจนถึงปี       งบประมาณ พ.. 2548

1.       สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด จัดทำรายงานภาวะ

เศรษฐกิจ ภาวะการคลัง และการใช้จ่ายงบประมาณในจังหวัดแบบบูรณาการเป็นรายเดือน

 

 

 

2. สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัดบริหารและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณโครงการประจำและโครงการ   ตามยุทธศาสตร์

 

 

3. สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด อนุมัติการเบิกจ่ายเงินแก่ส่วนราชการ  ทั้งหมดแบบ On – line ตามโครงการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ สู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบรายรับ     รายจ่ายและฐานะการคลังของจังหวัด

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นรายเดือนโดยใช้เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจรายการสำคัญ(Economic Leading Indicator : ELI)

• สนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดในการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณตามโครงการประจำและโครงการตามยุทธศาสตร์  ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของแผนงาน/โครงการที่ได้รับงบประมาณ

• การเบิกจ่ายเงินในจังหวัดมีความ    รวดเร็วและมีข้อมูลเป็นปัจจุบัน          เมื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์พัฒนาและ    ปรับปรุงเต็มรูปแบบ

แผนงานใน   ปีงบประมาณพ.. 2549

1. สำนักงานคลังจังหวัดให้ข้อเสนอแนะการจัดทำ      โครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดและกลุ่มจังหวัด และนโยบายรัฐบาล 

 

2. วิเคราะห์ภาคการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

• สนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดในการพิจารณาจัดทำโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดและกลุ่มจังหวัด     รวมทั้งนโยบายรัฐบาล 

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบรายรับ

รายจ่ายและฐานะการคลังของ อปท.

                               

                                                .ด้านเศรษฐกิจ

ปี

ผล/แผนการดำเนินงาน

ประโยชน์

เริ่มดำเนินการจนถึงปี       งบประมาณ พ.. 2548

1. สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัดได้รับมอบหมายจาก  ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะทำงานจัดทำผลิตภัณฑ์จังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ให้เป็นเลขานุการคณะทำงานในการรวบรวมและประมวลผล   ข้อมูลการจัดทำ GPP ด้านการผลิต  แบบทางตรง (Bottom-up) ใน 16 สาขา  โดยการสนับสนุนทางวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2. คลังจังหวัดวิเคราะห์ ให้ข้อเสนอแนะส่งสัญญาณเตือนภัยและพยากรณ์เศรษฐกิจในจังหวัดโดยเชื่อมโยงกับตัว   ชี้วัดของจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัด และกลุ่มจังหวัด    รวมทั้งนโยบายรัฐบาลโดยเน้นตัวแปรที่สำคัญของแต่ละจังหวัด  เพื่อต่อยอดการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ บริหาร ติดตาม  และให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้ในการบริหารติดตามภาวะเศรษฐกิจในจังหวัด

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบโครงสร้างสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบข้อมูล GPP ด้านการผลิตทั้ง 16 สาขาของจังหวัด

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในจังหวัดในรูปอัตราการเจริญเติบโตในตอนปลายปี

 

• เป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ  ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 

• เป็นข้อมูลในการบริหารและติดตามเศรษฐกิจในจังหวัด 

                                               

ปี

ผล/แผนการดำเนินงาน

ประโยชน์

แผนงานใน   ปีงบประมาณ พ.. 2549

1. สำนักงานคลังจังหวัดวิเคราะห์และจัดทำรายงาน   ผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP)

 

 

2. คลังจังหวัดวิเคราะห์ ให้ข้อเสนอแนะส่งสัญญาณเตือนภัยและพยากรณ์เศรษฐกิจในจังหวัดโดยเน้นวิเคราะห์   ข้อมูลเชิงลึกในกิจกรรมที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจหลัก  ซึ่งเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดของจังหวัด  ยุทธศาสตร์จังหวัดและกลุ่มจังหวัด รวมทั้งนโยบายรัฐบาล นำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้ในการบริหารติดตามภาวะเศรษฐกิจในจังหวัด

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบข้อมูลและการวิเคราะห์ GPP เป็นรายสาขาทั้ง 16 สาขา  เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด

• เป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด

• เป็นข้อมูลในการบริหารและติดตามเศรษฐกิจในจังหวัด 

 

. ด้านบัญชี

 

ปี

ผล/ผลการดำเนินงาน

ประโยชน์

เริ่มดำเนินการจนถึงปี งบประมาณ พ.. 2548

1. สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด วิเคราะห์และจัดทำรายงานการเงิน ของส่วนราชการและ อปท.

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบข้อมูลทางด้านบัญชี และการเงินของจังหวัด

แผนงานใน  ปีงบประมาณ พ.. 2549

1. มีการดำเนินงานเช่นเดียวกับปี 2548 

• ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบข้อมูล      ทางด้านบัญชี และการเงินของจังหวัด

 

 

                                                . สำนักงานคลังจังหวัดประสานงานกับหน่วยงานและธนาคารสังกัดกระทรวงการคลัง  รวมทั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนของจังหวัด  เพื่อติดตาม ประเมินผลและรับทราบปัญหาและข้อมูลหนี้สินภาคประชาชนในจังหวัด  รวมทั้งออกคาราวานแก้จนร่วมกับจังหวัดและอำเภอ  โดยเฉพาะเรื่องปัญหาหนี้สิน

                                                . สำนักงานคลังจังหวัด 6 จังหวัดภาคใต้  ได้มีส่วนในการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งได้รับผลกระทบจากธรณีพิบัติคลื่นสึนามิ  โดยเป็นศูนย์กลางอำนวยการในการรับปัญหาของประชาชนและเอกชนที่ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว

                                        (2)  ภารกิจการเป็นที่ปรึกษาและฝึกอบรม 

                                              สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด เป็นที่ปรึกษาและฝึกอบรมหน่วยงานภาครัฐและ อปท.ในเรื่องการเบิกจ่ายเงินในระบบ GFMIS บัญชี  ตรวจสอบภายใน กฎหมายและระเบียบการเงิน การคลัง และการพัสดุ

                                        (3)  ภารกิจการเป็นศูนย์ข้อมูล ด้านการเงิน  การคลัง การบัญชี  เศรษฐกิจ  และหนี้สินภาคประชาชนในจังหวัด

 

ปี

ผล/แผนการดำเนินงาน

ประโยชน์

เริ่มดำเนินการจนถึงปีงบประมาณ           .. 2548

1. สำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด สามารถจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้นได้

2. กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล         ดังกล่าวเป็นระบบงาน

- เป็นศูนย์ข้อมูลด้านการเงิน การคลัง การบัญชี  เศรษฐกิจและหนี้สินภาคประชาชนในจังหวัด

โดยใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์จัดทำ

รายงานและการให้ข้อเสนอแนะแก่

ผู้ว่าราชการจังหวัด

 

 

 

ปี

ผล/แผนการดำเนินงาน

ประโยชน์

แผนงานในปีงบประมาณ พ.. 2549

1. จัดทำฐานข้อมูลเป็นระบบงาน

- สำนักงานคลังจังหวัดสามารถจัดเก็บ  และวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น          รวมทั้งนำเสนอข้อมูลในระดับจังหวัดในรูป Web Page ใน Website ของสำนักงานคลังจังหวัดและเชื่อมต่อ         เข้ากับระบบฐานข้อมูลจังหวัด (Provincial Operation Center: POC) และส่วนกลางได้

 

                               

                                3. การประชาสัมพันธ์

                                    ได้มีการประชาสัมพันธ์  โดยการจัดนิทรรศการ และชี้แจงบทบาทและภารกิจของ CFO ที่จะเป็นประโยชน์ต่อจังหวัด แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการ และภาคเอกชนที่จังหวัดเชียงราย สงขลา และอุบลราชธานี      รวมทั้งสำนักงานคลังจังหวัด 75 จังหวัด เผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของสำนักงานคลังจังหวัดในการสนับสนุนผู้ว่า    ราชการจังหวัดแบบบูรณาการ ในรูปคู่มือ CFO  บทสรุปผู้บริหารโครงการ CFO  แผ่นพับและข่าวแจก เผยแพร่การประชุมคณะกรรมการจังหวัด Web Page  ของสำนักงานคลังจังหวัด และ Web Page โครงการ CFO ใน Website  ของกรมบัญชีกลาง (www.cgd.go.th)  รวมทั้งเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน  อาทิ  สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เป็นต้น  นอกจากนี้มีการสร้างและสื่อสารเอกลักษณ์ของ CFO (Branding CFO)  เพื่อประชาสัมพันธ์งานของ CFO ในจังหวัด

                                4. การสำรวจความพึงพอใจ  ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ว่าราชการจังหวัด  75 จังหวัดที่มีต่อคลังจังหวัดในฐานะ CFO  ในการปฏิบัติงานตามบทบาทและภารกิจดังกล่าวข้างต้น ได้รับแบบสำรวจตอบกลับ 61 จังหวัด หรือคิดเป็นร้อยละ 81.33 พบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของคลังจังหวัดในฐานะ CFO  ร้อยละ 88.1

 

13.  เรื่อง  ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) 

              พ.ศ. ….  (บรรเทาภาระความเสียหายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ทรัพย์สินได้รับความ      

              เสียหายจากธรณีพิบัติภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้) 

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  (บรรเทาภาระความเสียหายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้) ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนมีมติอนุมัติหลักการ  และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ดำเนินการต่อไปได้ 

                                ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระความเสียหายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัยใน 6 จังหวัดภาคใต้   ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่เป็นค่าสินไหมทดแทนซึ่งได้รับจากบริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย  เฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร  สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม  .. 2547 

 

14.  เรื่อง  รายงานผลการจัดสัมมนาโครงการ “สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล”  ครั้งที่ 2

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจัดสัมมนาโครงการ “สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล”  ครั้งที่ 2  ตามที่สำนักโฆษก  สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ  และเห็นชอบมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นปัญหาที่

สื่อมวลชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่างได้นำเสนอในการสัมมนาไปพิจารณาดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน  รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานของรัฐบาลให้สื่อมวลชนได้รับทราบอย่างถูกต้องชัดเจนและทั่วถึง  เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชนทราบและเกิดความเข้าใจต่อไป

                                สำนักโฆษกและกรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกันจัดสัมมนา  “สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล”  ครั้งที่ 2  เมื่อวันเสาร์ที่  6  สิงหาคม 2548       โรงแรมพิมาน  จังหวัดนครสวรรค์  โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายสุรนันทน์  เวชชาชีวะ)  เป็นประธานการสัมมนาและชี้แจงสร้างความเข้าใจในนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาลแก่สื่อมวลชนท้องถิ่น ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง  9  จังหวัด  ประกอบด้วย  จังหวัดอุตรดิตถ์  สุโขทัย  พิษณุโลก  เพชรบูรณ์  พิจิตร  ตาก  กำแพงเพชร  นครสวรรค์  และอุทัยธานี  ซึ่งการจัดสัมมนาได้รับความร่วมมือจากโฆษกกระทรวง  ผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ของกระทรวง  รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด  และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เข้าร่วมสัมมนาเพื่อร่วมชี้แจงและสร้างความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล  โดยมีการถ่ายทอดการสัมมนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  และสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์  ช่อง 11ให้ประชาชนในเขตพื้นที่ได้รับชม  เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย

                                ผลการจัดสัมมนาสรุปได้ดังนี้

                                        -  การจัดสัมมนาภาคเช้า   คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้นำเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์

การพัฒนาภาคเหนือตอนล่างของรัฐบาล  แก่สื่อมวลชนท้องถิ่น  ต่อจากนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดการสัมมนา  เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล  และตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน  ซึ่งสรุปประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะของสื่อมวลชนได้  ดังนี้ 

 

จังหวัด

คำถาม/ข้อคิดเห็น

คำตอบ/ชี้แจง

อุตรดิตถ์

     1.  -  อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญและ         ดูแล สื่อท้องถิ่นมากขึ้น 

           -  เสนอว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านที่มี การจัดสรรเงินให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาทน่าจะมีการส่งวิทยากรผู้รู้ไปให้ความรู้กับคนในท้องถิ่น

ชุมชนนั้น ๆ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจการจัดการ      เงินทุนได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุด

     1.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี            ชี้แจง

               รัฐบาลให้ความสำคัญกับสื่อท้องถิ่นมาโดยตลอด  และขอเสริมเกี่ยวกับเรื่องสมาคมต่างๆ อย่างเช่นสมาคมสื่อฯ ที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ว่าจะมี          บทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ  โดยการทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นเสนอกลับมายังรัฐบาล  และช่วยกันตรวจสอบศีลธรรมจรรยาของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ในท้องถิ่น

 

พิษณุโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     1.  -  ขอเรียนว่าการจัดระเบียบวิทยุชุมชนในจังหวัดพิษณุโลกมีการจัดระเบียบวิทยุชุมชนกันเอง  โดยที่ภาครัฐไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง   

           -  ขอทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสื่อสิ่งพิมพ์หรือไม่อย่างไร 

 

 

 

     2.  รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงโทรทัศน์ช่อง 11 ให้สามารถแข่งขันกับโทรทัศน์ช่องอื่นหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

3.  รัฐบาลมีนโยบายงดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์หลังเวลาเที่ยงคืนเพื่อรณรงค์การประหยัดพลังงานหรือไม่  เพราะเหตุใด

     1.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

               สนับสนุนให้จังหวัดมีโอกาสร่วมหารือกัน         เพื่อจัดระบบระเบียบวิทยุชุมชนในจังหวัด  เพราะเมื่อ          จัดการเป็นระบบได้แล้ว การวางระเบียบกฎเกณฑ์ที่ จะตามมาก็จะง่ายขึ้น  เมื่อมีการตั้ง กสช. เรียบร้อย        ชุมชน  ยังจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปเสนอให้ กสช. รับทราบ  ซึ่งน่าจะช่วยให้ขั้นตอนการทำงานของ กสช. ในการจัดสรรคลื่นความถี่ง่ายขึ้น 

       2.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจง

               การปรับปรุงโทรทัศน์ช่อง 11  ได้ให้นโยบายกรมประชาสัมพันธ์ให้ปรับปรุงทั้งสถานีวิทยุและ          โทรทัศน์แห่งประเทศไทย  ซึ่งช่องทางการสื่อสารทั้ง          2 ประเภทนี้ถือเป็นของประชาชนทุกคน  เงินทุนที่นำมาบริหารโทรทัศน์ช่อง 11 และสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยเป็นภาษีอากรของประชาชน  หากใครมีความคิดเห็นประการใดสามารถส่งความคิดเห็นได้ทันที  ทั้งนี้   เบื้องต้นได้ให้แนวทางแก่ช่อง 11 ว่าอยากให้เป็นช่องทางการสื่อสารที่ให้ความรู้ เป็น Knowledge Channel ของประเทศไทยโดยเฉพาะ    ซึ่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กำลังเร่งดำเนินการอยู่  

               อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่โทรทัศน์ช่อง 11 ยังประสบอยู่เช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์  คือมีเงินทุนสนับสนุนน้อย  และระบบการบริหารงานที่เป็นแบบราชการมีความล่าช้า มีระเบียบขั้นตอนซับซ้อน        ซึ่งจะต้องปรับปรุงต่อไป

        3.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี          ชี้แจง

               การรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน              มีคนเสนอมาว่าควรจะให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องหยุดการส่งสัญญาณหลังเวลาเที่ยงคืน  แต่การพิจารณาของผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้มองว่าไม่จำเป็นต้องนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในขณะนี้  เพราะการที่จะ          สั่งให้ปิดสื่อประเภทต่าง ๆ นั้น  มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่  แต่สิ่งที่อยากขอความร่วมมือจากทุกท่านคือให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์ร่วมกับประหยัดพลังงานโดยปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ  และใช้พลังงานให้น้อย          ที่สุด

 

เพชรบูรณ์

     1.  ในฐานะที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายก-รัฐมนตรี  เป็นตัวแทนของรัฐบาลเข้ามารับผิดชอบดูแลการจัดระเบียบวิทยุชุมชน  ขอทราบว่าท่านได้วางกลไกและเกณฑ์การแยกแยะวิทยุชุมชนที่แท้จริงกับส่วนที่แอบแฝงเข้ามาใช้คลื่นวิทยุชุมชนอย่างไรบ้าง

     1.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจง

               วิทยุชุมชนใดที่ไม่อยู่ในกฎกติกาจะต้องสั่งให้ยุติทันที  ประเด็นต่อมาหากวิทยุชุมชนยังจัดระเบียบกันเองไม่ได้ก็อาจดำเนินการสั่งยุติลงทั้งหมด  เพราะว่าหากมีปัญหาคลื่นรบกวนกัน เมื่อมีการตั้ง กสช. ขึ้นมา  กสช. ก็ต้องสั่งหยุดทั้งหมด  หรือหาก กสช. ออกกฎให้ยกเลิกวิทยุชุมชนที่ได้ตั้งกันขึ้นมาทั้งหมดรัฐบาล              จำเป็นต้องบังคับไปตามนั้น  

พิจิตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     1. เสนอให้ตรวจสอบวิทยุชุมชนที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบกติกา  ให้ยกเลิกการโฆษณาในวิทยุชุมชน  หรือถ้าไม่ยกเลิกก็ขอให้มีการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายที่มีอยู่  ขอให้แยกแยะวิทยุชุมชนที่แท้จริงกับส่วนที่แอบแฝงเข้ามาใช้คลื่นวิทยุชุมชนเพื่อประโยชน์อื่นออกจากกันให้ชัดเจน

     2.  ในบางพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรรับชมสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ไม่ได้

 

     3. ขอทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนการสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรหรือไม่อย่างไร

 

     1.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจง

               การตรวจสอบวิทยุชุมชน  รัฐบาลกำลัง          ดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ 

 

 

 

 

     2.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง

               ปัญหารับชมโทรทัศน์ช่อง 11 ไม่ได้  จะไปติดตามเรื่องให้ต่อไป

     3.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี                 ชี้แจง

               สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เรียนให้ทราบว่าขณะนี้จังหวัดพิจิตรมีโครงการจะดำเนินการตั้งมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามจะนำเรื่องดังกล่าวเรียนให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงปัญหานี้อีกครั้งหนึ่ง

ตาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     1.  ขอทราบความคืบหน้าโครงการโคล้านตัว     จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงการให้โคมาเป็นให้เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนกู้ยืมไปซื้อโคตามความต้องการของตนเองแทน        

    

    

 

 

 

 

 

 

     2.  ขอให้รัฐบาลดูแลและแก้ไขปัญหาสังคม อาทิ คอร์รัปชั่น ยาเสพติด เยาวชน แรงงานบริเวณชายแดน 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     3.  ขอให้กำชับข้าราชการห้ามสืบเสาะหาข้อมูลส่วนตัวของสื่อมวลชนเพื่อใช้ไปในเชิงข่มขู่ให้หวาดกลัว 

        

 

 

 

     4.  อยากให้รัฐมนตรีที่เดินทางลงพื้นที่ต่างจังหวัดทำความเข้าใจรายละเอียดข้อมูลที่      จำเป็นภายในจังหวัดนั้นให้ชัดเจน

     1.  นายพินิจ  กอศรีพร  รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ชี้แจง

               โครงการโคล้านตัว  กระทรวงมีแนวคิดว่าจะให้เชื้อโคเพื่อให้เกษตรกรนำไปผสมพันธุ์ให้ได้ลูกโค            แต่ปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนนโยบายโดยการแจกโค           เป็นตัว ซึ่งการดำเนินการนี้จะต้องเข้าไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า เอสพีวีที่กำลังมีการร่างระเบียบเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับเกษตร  คาดว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นในอนาคตอันใกล้นี้   ส่วนการที่จะขอให้เปลี่ยนเป็นการให้ความช่วยเหลือจากการแจกโคมาเป็นการให้หรือให้กู้ยืมเงินสดเพื่อให้เกษตรกรไปเลือกซื้อโคมาเลี้ยงเองคงไม่ใช่นโยบายของรัฐ 

 

     2.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

               ปัญหาสังคมเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ   กระทรวงที่รับผิดชอบด้านนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณให้เป็นจำนวนมาก  เพราะ รัฐบาลมีความห่วงใยเด็กและเยาวชนของชาติ  และตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว  

               ในส่วนนี้สื่อมวลชนก็สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร  โดยให้ความสำคัญนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาเสริมสร้างศีลธรรม - จรรยาของเด็ก  เยาวชน  และบุคคลทั่ว ๆ  ไป           มากขึ้น เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน 

 

     3.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

               การห้ามข้าราชการข่มขู่สื่อมวลชน  นายกรัฐ-มนตรีมีนโยบายชัดเจนในการกำชับห้ามข้าราชการประพฤติปฏิบัติตัวในเชิงข่มขู่หรือทำให้สื่อมวลชนหวาดกลัว   นอกจากนี้ยังกำชับไม่ให้ข้าราชการอ้างชื่อหรือตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไปในทางที่ผิด  

       

     4.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง

               ในส่วนข้อมูลที่รัฐมนตรีซึ่งลงตรวจราชการใน พื้นที่จังหวัดต่างๆ รับทราบมามี 2 ส่วนสำคัญ            ส่วนแรกเป็นข้อมูลที่หน่วยงานราชการได้รายงานให้รัฐมนตรีท่านนั้นได้ทราบโดยตรง  อีกส่วนหนึ่งเป็น        ข้อมูลที่รัฐมนตรีต้องไปรับฟังจากคนในพื้นที่ด้วยตนเอง  อย่างไรก็ตามกรณีที่อาจมีข้าราชการบางคนหรือผู้ติดตามรัฐมนตรีบางคนมีท่าทีไม่เหมาะสม  มีความรู้ไม่เพียงพอ  หรือให้ข้อมูลที่ผิดจนน่ากังวลว่าจะทำให้รัฐมนตรีได้ข้อมูลผิดพลาดและเป็นเหตุให้การตัดสินใจของรัฐมนตรีผิดพลาดได้  สื่อมวลชนหรือประชาชนสามารถบอกกล่าวกับรัฐมนตรีได้โดยตรงหรืออาจ         ส่งเรื่องร้องเรียนมายังส่วนกลางก็ได้

นครสวรรค์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     1.  การบริหารราชการจังหวัดแบบการบูรณาการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอมีทั้งข้อดีและข้อเสีย  หลายกรณีที่ผู้บริหารใช้อำนาจบริหารโดยไม่รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท้วงติงจากภาคส่วนอื่น ๆ  จนก่อให้เกิดความเสียหายกระทบต่อสังคมส่วนรวมอย่างมาก 

               ทั้งนี้ ในจังหวัดนครสวรรค์มีปัญหาที่เกิดจากการบริหารแบบดังกล่าวหลายประการ

อย่างกรณีการตั้งมหาวิทยาลัยวิทยาเขตจังหวัดนครสวรรค์แห่งหนึ่งที่มีความล่าช้ามาก  มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริหารราชการของผู้ว่าซีอีโอที่บริหารงานโดยไม่ฟังข้อคิดเห็นของคนในจังหวัด รวมทั้งมีความพยายามหลายอย่างที่จะเสนอเรื่องถึงคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้มีการรื้อทิ้งมหาวิทยาลัยแห่งนั้นทั้งหมด  เพื่อจะใช้พื้นที่ดังกล่าวทำเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำขึ้นมาแทน

     1.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

               เรื่องมหาวิทยาลัย  ตั้งใจจะเดินทางไปดูพื้นที่ช่วงเดินทางกลับ  อย่างไรก็ตาม  อีกแง่หนึ่งอยากขอให้ท่านให้ความเป็นธรรมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด

ซีอีโอด้วยเช่นกัน  โดยจะขอให้ท่านนำข้อมูลที่มีอยู่มาให้ แล้วค่อยปรึกษาหารือกัน

                                                                 

                                                สำหรับประเด็นข้อซักถามเหล่านี้  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ  ได้ตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ  แล้ว  ส่วนบางปัญหาที่จะต้องดำเนินการต่อไปนั้น  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  รับที่จะนำมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ  เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนต่อไป

                                                            -   การสัมมนาภาคบ่าย   เป็นการสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง  การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนท้องถิ่น  จำนวน  6  กลุ่ม  เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำงานระหว่างสื่อมวลชนกับภาครัฐ  รวมทั้งหาแนวทางให้สื่อท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้มากขึ้น  ซึ่งจะเป็นผลให้ประชาชนได้รับทราบการดำเนินงานของรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น  ผลการสัมมนากลุ่มย่อยสรุปได้  ดังนี้

                                            1.  ขอให้ส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดแถลงผลการดำเนินงานของภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นและสื่อมวลชนอย่างน้อยเดือนละ 1  ครั้ง

                                            2.  ขอให้ปรับปรุงข้อมูลข่าวสารภาครัฐให้ลงลึกในรายละเอียดของนโยบายสำคัญ  ใช้ภาษาเข้าใจง่าย  ภาษาถิ่น  ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค  ไม่ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร  และปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

                                            3.  ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมและพัฒนาช่องทางการรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารถึงสื่อท้องถิ่น

                                            4. ส่วนราชการขาดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่จะให้ข้อมูลอย่างถูกต้องชัดเจน

                                                                  5.  ขอทราบว่าหลังจากที่ออก พ...ข้อมูลข่าวสาร  ออกมาแล้วจะมีข้อจำกัดในข้อมูลข่าวสารอย่างไรบ้าง

                                                                  6.  ขอให้รัฐบาลส่งเสริมสื่อท้องถิ่นโดยจัดการประกวดและมอบรางวัลให้สื่อท้องถิ่นดีเด่น

                                            7. แหล่งข่าวในส่วนราชการเลือกปฏิบัติในการให้ข้อมูลข่าวสารกับสื่อ

                                            8. ประชาสัมพันธ์จังหวัดบางจังหวัดยังให้ข้อมูลล่าช้า

                                            9. ส่วนราชการในท้องถิ่นไม่รับฟังปัญหาจากประชาชน

                                            10. ขอให้จำแนกแยกแยะวิทยุชุมชนที่แท้จริงออกจากวิทยุธุรกิจที่อาศัยพื้นที่วิทยุชุมชน  เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง

                                            11. ต้องการให้จัดตั้งคณะกรรมการวิทยุชุมชนในชุมชน  เพื่อเก็บข้อมูลเสนอต่อ กสช. ต่อไป

                                            12. ต้องการให้มีการอบรมนักจัดรายการวิทยุชุมชน  เพื่อให้นักจัดรายการใช้ภาษาที่เหมาะสม              ซึ่งอาจหมายถึงการใช้ภาษาถิ่น  หรือให้นักจัดรายการมีความรู้ด้านเทคนิค

                                            13. เครือข่ายวิทยุสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย  ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

                                            14. หอกระจายข่าวในส่วนท้องถิ่นไม่มีความสมบูรณ์  อบต.ไม่ให้การสนับสนุน

                                            15.  ต้องการให้มีกฎหมายในการควบคุมสื่อ

                                            16.  ขอให้สื่อสารมวลชนนำเสนอข่าวในเชิงสร้างสรรค์

                                            17.  การเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนละเมิดสิทธิผู้ป่วย

                                การสำรวจความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการจัดสัมมนา  จากการสำรวจโดยให้สื่อมวลชนท้องถิ่นตอบแบบสอบถาม  พบว่า

                                        -  ความเห็นต่อการสัมมนา  สื่อมวลชนส่วนใหญ่เห็นว่าได้รับประโยชน์จากการสัมมนามาก  เพราะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้โดยตรงและมากขึ้น  สามารถสะท้อนปัญหาความต้องการของ

ท้องถิ่นให้รับบาลได้รับทราบอย่างชัดเจน  และทำให้สื่อเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้  ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาครัฐกับสื่อมวลชน  และสร้างเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง  รวมทั้งทำให้

สื่อมวลชนและประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม   ในการบริหารงานของรัฐบาลมากขึ้น

                                        -  ความพึงพอใจของสื่อมวลชนท้องถิ่นต่อการเข้าร่วมสัมมนา  สำหรับสิ่งที่สื่อมวลชนรู้สึกพึงพอใจในการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้มากที่สุดคือ  ได้รับฟังการชี้แจงนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล  รวมทั้งการตอบคำถามของ                รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และคณะโฆษกฯ

                                ข้อเสนอแนะของสื่อมวลชน  ต้องการให้จัดสัมมนาอย่างน้อยปีละ  1  ครั้ง  เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ  และเพื่อติดตามประเมินผลการทำงานของรัฐบาลและสื่อท้องถิ่น  นอกจากนี้  เห็นว่าเวลาในการนำเสนอปัญหาของท้องถิ่นมีน้อยเกินไป  จึงควรจัดให้มีเวลาในการสัมมนาและซักถามปัญหามากขึ้น

 

15.  เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติไพ่  (ฉบับที่ ..) .. .... ร่างพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ..) .. ....

              และร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) .. ....

              คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้ง  3  ฉบับ  ประกอบด้วย  ร่างพระราชบัญญัติไพ่  (ฉบับที่ ..) .. .... ร่างพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ..) .. .... และร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..)          .. ....  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา  ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  

              ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ  และมีหลักการสอดคล้องตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ  โดยมีสาระสำคัญดังนี้

                              1. ร่างพระราชบัญญัติไพ่  (ฉบับที่ ..) .. ....  มีสาระสำคัญคือ  ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่ง         พระราชบัญญัติไพ่  พุทธศักราช 2486  ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการตรวจค้นสถานที่ใด ๆ  ระหว่าง        พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกได้  เพื่อให้เจ้าพนักงานต้องถือปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  และสอดคล้องกับมาตรา  238  ของรัฐธรรมนูญ  ที่ให้การค้นในที่รโหฐาน  จับกุม  คุมขัง  ต้องมีคำสั่งหรือหมายศาล

              2. ร่างพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ ..) .. ....  มีสาระสำคัญดังนี้

                        (1) เพิ่มบทนิยามคำว่า “ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมยาสูบ”

                        (2) แก้ไขเพิ่มเติมหลักการในการประกาศมูลค่ายาเส้นหรือยาสูบ  เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี    ทั้งกรณียาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักร  และยาเส้น  หรือยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร

                        (3) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจในการประกาศราคายาสูบ  ให้สามารถประกาศราคาขั้นต่ำและราคาขั้นสูงได้  

        เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเสียค่าแสตมป์ยาสูบ  ทั้งยาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักร 

และยาเส้นหรือยาสูบที่นำเข้า  โดยสร้างความชัดเจนของฐานภาษีตามมูลค่า

              3. ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) .. ....   มีสาระสำคัญดังนี้

                        (1) เพิ่มบทนิยามคำว่า “ราคาขาย    โรงอุตสาหกรรม”

                        (2) แก้ไขเพิ่มเติมหลักการในการประกาศมูลค่าสินค้า  เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี  ทั้งกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร  และสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร 

        เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร  และสินค้าที่นำเข้า  โดยสร้าง

ความชัดเจนของฐานภาษีตามมูลค่า  

 

16.  เรื่อง  วันเทคโนโลยีของไทย ประจำปี 2548 

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรายงานการจัดงานวันเทคโนโลยีของไทยประจำปี 2548  ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม  2548 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร  ภายใต้หัวข้อ “นักธุรกิจพบนักวิทยาศาสตร์” เพื่อเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  และเป็นการ     เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาชาญทางด้านเทคโนโลยี  และทรงเอื้ออาทรต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า  ให้พ้นจากความทุกข์ยาก  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  และสามารถพึ่งพาตนเองได้  ด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพระราชดำริและประดิษฐ์ขึ้น  จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก   ภายในงานจะมีการเผยแพร่ผลงานด้านเทคโนโลยี  สิ่งประดิษฐ์ เครื่องจักร ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  สถาบันการศึกษา และเยาวชน  รวมทั้งจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ภาคการผลิต นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ได้พบกับนักประดิษฐ์  นักวิจัย เพื่อการขยายผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์  นอกจากนี้  ยังมีกิจกรรมการระดมความคิดเห็นของภาคอุตสาหกรรม  เพื่อประมวลปัญหาและความต้องการ  สำหรับการกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องอันจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไปในอนาคต 

                                ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม  2543  เห็นชอบให้ประชาชนชาวไทยเทิดพระเกียรติ       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย  โดยกำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคม  ของทุกปี  เป็นวันเทคโนโลยีของไทย 

 

17.       เรื่อง  พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) .. …. (เพิ่มโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราเสพยาเสพติด

              ให้โทษ  หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท)

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) .. …. (เพิ่มโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา  เสพยาเสพติดให้โทษ  หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท) ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายความมั่นคง) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พล... ชิดชัย  วรรณสถิตย์) เป็นประธานฯ  ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป

                                สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอว่า   ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก    .. 2522  เกี่ยวกับการเพิ่มโทษกรณีที่เมาสุราในขณะขับรถ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ดำเนินการและได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) .. …. ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้ 

                                1. ปรับปรุงบทกำหนดโทษใหม่โดยเพิ่มคำว่า “มาตรา 160 ตรี” เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการใช้บังคับ        ยิ่งขึ้น 

                                2. กำหนดโทษและอัตราโทษของผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษ  หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบทบัญญัติเกี่ยวกับบทกำหนดโทษของผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา  

                                3. ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับบทกำหนดโทษของผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราเสียใหม่ โดยตัด (2) ของมาตรา 43 ออก

                                4. ปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับผู้ขับขี่รถขณะเมาสุราหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยให้อำนาจศาลสั่ง

ให้ทำงานบริการสังคม  และปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับผู้ขับขี่รถจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายให้สูงขึ้น 

                                5. ปรับปรุงบทกำหนดโทษโดยตัดข้อความว่า “ถึงที่สุด” ออกเพื่อให้  ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบขับขี่ของผู้ขับขี่ได้

 

18.  เรื่อง   การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้  

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย  โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสรุปสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา  การเตรียมรับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลง       สู่แม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำทะเลหนุน  และมาตรการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ดังนี้

                                1. กรมอุทกศาสตร์  กองทัพเรือ  ได้แจ้งระดับน้ำขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา  โดยในเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปีเป็นช่วงฤดูฝน ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับสูงกว่าปกติและมักเกิดน้ำท่วม 

ซึ่งจากการคำนวณระดับน้ำขึ้นสูงสุดและลงสูงสุดประจำวันของเดือนตุลาคม  2548 ปรากฏว่าวันที่ น้ำทะเลหนุนสูงสุด คือ

                            -  ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม  2548 ช่วงเวลา 09.00-13.00 น.  และ 19.00-21.00 น. 

                           -  ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม  2548  ช่วงเวลา 17.30-18.30 น. 

                           -  ระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม  2548 จะเป็นช่วงเวลา 08.00-10.00 น.และ 18.00-19.00 น. 

                                        โดยในระหว่างวันที่ 8-9 ตุลาคม  2548  ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 10.00 น.  และเวลา 20.00 น. ซึ่งน้ำทะเลหนุนสูงสุด  ปรากฏว่าระดับน้ำเจ้าพระยาที่สะพานพุทธฯ สูง 1.65 เมตร ต่ำกว่าระดับแนวเขื่อนป้องกัน (ระดับคันกั้นน้ำ 3 เมตร)  จึงไม่มีปัญหาน้ำเอ่อล้นตลิ่ง 

                                2. สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  โดยมีวิทยุแจ้งไปยังจังหวัด/กรุงเทพมหานครและศูนย์ ปภ.เขต ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา   เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสภาวะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง  ดังนี้ 

                             1) แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้ขนย้ายสิ่งของที่จำเป็น ปลั๊กไฟ  ที่นอนไปอยู่ในที่สูงขึ้น

                                2) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนกระสอบทรายให้แก่ประชาชนเพื่อจัดวางแนวป้องกันน้ำที่จะทะลักเข้าบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

                                 3) ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  ปลัดกรุงเทพมหานครกำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อำเภอ /กิ่งอำเภอ  เขต และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่  จัดเจ้าหน้าที่อยู่ปฏิบัติงานติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง 

เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ

                              4) ดำเนินการตามขั้นตอนของแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของจังหวัด อำเภอ/กิ่งอำเภอ  ให้สามารถ

ช่วยเหลือประชาชนหากเกิดสถานการณ์ขึ้นในพื้นที่ได้อย่างทันที

                            3. ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา วันที่ 17 ตุลาคม  2548 เวลา 06.00. มีปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 1,554 ลบ../วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 9 ลบ../วินาที)  ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จำนวน 1,343 ลบ../วินาที  (เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 67 ลบ../วินาที)  และปิดการระบายจากเขื่อนพระรามหก จะทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 1,343 ลบ../วินาที  (เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 100 ลบ../วีนาที)  (โดยจะควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลบ../วินาที  ซึ่งจะไม่ล้นตลิ่งในแนวคันป้องกัน)และปริมาณน้ำดังกล่าว จะยังไม่ส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแต่อย่างใด  น้ำที่ไหลผ่านจังหวัดสิงห์บุรี ต่ำกว่าตลิ่ง 3.48 เมตร 

จังหวัดอ่างทอง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.26 เมตร  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ต่ำกว่าตลิ่ง  2.28 เมตร

                                4. การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้

                                 กระทรวงมหาดไทย  โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มของจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด  เพื่อให้มีความพร้อมในการป้องกันสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่  โดยจัดให้มีการประชุมเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 ณ โรงแรม เจ บี โฮเต็ล  อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเสริมศักดิ์   พงษ์พานิช)  เป็นประธาน ผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัด ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  รวมทั้งผู้แทนกรมชลประทาน  กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 และ12 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ

กองทัพอากาศ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยกำหนดมาตรการเตรียมรับสถานการณ์

ดังนี้   

                                                               4.1 ให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ  ข้อมูลกลุ่มฝนจากเรดาร์ตรวจอากาศจากเว็บไซต์ของ                   กรมอุตุนิยมวิทยา  www.tmd.go.th  ทุกชั่วโมง   หรือคำเตือนจากสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งตรวจสอบปริมาณน้ำฝน ข้อมูลระดับน้ำทะเล ระดับน้ำใน

                                แม่น้ำ(สูงสุด/ต่ำสุด) รวมทั้งบริเวณที่อาจจะเกิดน้ำท่วม และโคลนถล่ม เพื่อให้การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์เป็นไปอย่างถูกต้อง  

                                      4.2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเสริมศักดิ์   พงษ์พานิช)  พร้อมคณะฯ ได้เดินทางไปตรวจติดตามความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของเทศบาลนครหาดใหญ่  อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  ซึ่งจากการตรวจติดตามได้รับทราบความคืบหน้าผลการดำเนินการ  ดังนี้

                                      1) การดำเนินงานตามโครงการคลองระบายน้ำ ร.3, .4, .5, .6 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่  สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ  ซึ่งสามารถระบายน้ำในพื้นที่เขาคอหงส์และบริเวณคลองอู่ตะเภาที่ผ่านอำเภอหาดใหญ่

ลงสู่ทะเลสาบได้อีกทางหนึ่ง

                                                2) โครงการคลองระบายน้ำ ร.1 (ประตูระบายน้ำหน้าควน) ตำบลควนลัง  อำเภอหาดใหญ่  ซึ่งเป็นโครงการที่รับการระบายน้ำได้ 450 ลบ../วินาที  เป็นโครงการที่สามารถช่วยเหลือการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภาโดย

มีระยะทาง 21 กม.  ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 90 เปอร์เซนต์  โดยมีปัญหาอุปสรรคความล่าช้าเนื่องจากการเวนคืนที่ดินบริเวณ 3 จุดเป็นระยะทาง 2.1 กม.ในพื้นที่อำเภอนาหม่อม และอำเภอบางกล่ำ ยังไม่เสร็จเรียบร้อย  ซึ่งกรมชลประทานได้พยายามเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว  สำหรับบริเวณที่มีปัญหาอุปสรรคที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ดังกล่าว  กรมชลประทานได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้พร้อม  หากมีปัญหาอุทกภัยก็สามารถเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบได้ 

                                                3) ในขณะนี้เทศบาลนครหาดใหญ่  ได้มีการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย  โดย

การติดตั้งประตูระบายน้ำ  สถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่  ตลอดจนการลอกท่อระบายน้ำ  การกำจัดวัชพืชที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกีดขวางทางระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

                                ทั้งนี้  ในภาพรวมของการแก้ไขปัญหาอุทกภัย  ถ้าหากไม่มีสถานการณ์ฝนตกหนักมากเกินปกติ  คาดว่าจะสามารถป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ได้

 

19.  เรื่อง  มาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกเชิงรุก

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ  มาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกเชิงรุก ดังนี้

1.    จัดทำโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray)  เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วง

ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม – 17 พฤศจิกายน  2548 โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการค้นหาโรคไข้หวัดนกในทุกพื้นที่ และรายงานผลการดำเนินการไปยังกรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกวัน

2.    ดำเนินการทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงได้แก่ พื้นที่เกิดโรค ไข้หวัดนก พื้นที่รอบจังหวัดที่เกิดโรค (Buffer Zone)  และพื้นที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนก รวม 21 จังหวัด

โดยให้เน้นสถานที่เลี้ยงสัตว์ปีก  ฟาร์มสัตว์ปีก  สถานที่ฆ่าสัตว์ปีก และโรงฆ่าสัตว์ปีก ระหว่างวันที่ 17-31 ตุลาคม 2548

                                3. ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด  โดยเฉพาะไก่ชนและเป็นไล่ทุ่ง  โดยในกรณีของเป็ดไล่ทุ่งให้เลี้ยงห่างจากสัตว์ปีกชนิดอื่น

                                4. ให้ทุกจังหวัดดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ชนิดต่าง ๆ อย่างกว้างขวางให้เข้าถึงประชาชนระดับหมู่บ้าน  โดยบูรณาการการดำเนินงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด  ได้แก่  สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นต้น  ให้เน้นการลดความตื่นตระหนกและการกระตุ้นให้ประชาชนได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนก

                                5. ปรับระบบการเลี้ยงสัตว์ปีก โดยเริ่มใช้กับการปรับระบบการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งก่อน โดยจะมีมาตรการสนับสนุนให้มีการสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยในขณะนี้ให้เข้มงวดใน

การตรวจ X-ray เป็ดไล่ทุ่ง  หากพบเชื้อไข้หวัดนกให้ทำการทำลายทั้งฝูงทันที

                                6. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การเลี้ยงสัตว์มิให้การเลี้ยงสัตว์หลายชนิด (Species) ภายในบริเวณฟาร์มหรือโรงเรือนเดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาการติดต่อของเชื้อโรคข้ามชนิดสัตว์ (Species)  และโอกาสในการกลายพันธุ์ (Mutation) ของเชื้อโรค ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO)  ได้ประกาศเตือน

 

20.  เรื่อง  การพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอเรื่องการพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดน  ภาคใต้ ประกอบด้วยความคืบหน้าของการดำเนินงานโครงการเสริมความรู้สู่มหาวิทยาลัย   และโครงการคาราวาน         แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างสมานฉันท์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

                                โครงการเสริมความรู้สู่มหาวิทยาลัย

                                ผลการดำเนินงาน

                                1. วิทยากรผู้สอน   สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ประสานงานครูที่ปฏิบัติหน้าที่สอนดีเด่นใน     โรงเรียนที่เป็นที่ยอมรับ ทั้งในกรุงเทพมหานครและนครราชสีมา โดยกำหนดให้โรงเรียนรับผิดชอบจัดครูและวิทยากรเข้าสอน  ดังนี้  จังหวัดนราธิวาส : โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  โรงเรียนระนองวิทยาคม และ โรงเรียนสตรีนนทบุรี  รับผิดชอบ      จังหวัดยะลา  : โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย  โรงเรียนสตรีวิทยา  และโรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รับผิดชอบ     จังหวัดปัตตานี : โรงเรียนราชวินิตมัธยม  โรงเรียนเทพศิรินทร์  และโรงเรียนบวรนิเวศ  รับผิดชอบ

                                2. นักเรียนเข้าร่วมโครงการ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ในจังหวัดยะลา  ปัตตานี  และนราธิวาส  จำนวน  11,043  คน  เข้าร่วมโครงการ  7,093 คน  คิดเป็นร้อยละ  64.23  นอกจากนี้  นักเรียนในพื้นที่ 4  อำเภอของจังหวัดสงขลา  เข้าร่วมโครงการด้วย  จำนวน  120  คน  รวมทั้งสิ้น 7,213 คน จำแนกเป็นรายจังหวัด  ดังนี้  จังหวัดยะลา จำนวน  1,958  คน  จังหวัดปัตตานี  จำนวน  3,017  คน  จังหวัดนราธิวาส จำนวน  2,238 คน

                                3. ผลการสำรวจความคิดเห็น

                                        3.1  ครูและวิทยากร  มีความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว  3 ลำดับแรก  ได้แก่  เนื้อหาวิชาในการดำเนินการเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน  การสร้างเจตคติและพฤติกรรมในทางที่ดีแก่นักเรียน  และมีความสะดวกในการบริการของศูนย์เสริมความรู้แต่ละจังหวัด  โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระยะเวลา  กล่าวคือ ควรใช้เวลามากกว่านี้   และ      ไม่ควรจัดในช่วงการถือศีลอด

                                        3.2 นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ  มีความพึงพอใจในการดำเนินงานโครงการ  3 ลำดับแรก  ได้แก่  เอกสารประกอบมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้  ความมีประสิทธิภาพการใช้สื่ออุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้แก่นักเรียนของวิทยากรและเนื้อหาสาระตรงความต้องการของนักเรียน  และวิทยากรมีความรู้ความสามารถให้นักเรียนมีเทคนิคการจดจำเพื่อศึกษาความรู้เพิ่มเติม 

                                        สำหรับข้อเสนอแนะ พบว่า สอดคล้องกับความคิดเห็นของครูและวิทยากร  ได้แก่  ระยะเวลาการเสริมความรู้ควรมากกว่านี้  และควรติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดด้วย

                                4. สรุป  การจัดกิจกรรมเสริมความรู้สู่มหาวิทยาลัย  เป็นกิจกรรมที่เน้นความร่วมมือของทุกภาคส่วนของสังคม  ทั้งส่วนราชการที่สนับสนุนงบประมาณ   ความเสียสละของวิทยากรและบุคลากรที่จัดกิจกรรม    ความรู้สึกที่ดีของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม  สอดคล้องกับ พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ   ที่ให้ทุกภาคส่วน     ให้ความร่วมมือช่วยเหลือในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

                                โครงการคาราวานแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างสมานฉันท์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการจัดทำคู่มือและประชุมชี้แจงองค์กรเครือข่ายในการเสริมสร้างสันติสุข   ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ด้วยการจัดคาราวานแลกเปลี่ยนเรียนรู้การศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรมและวิชาชีพ  ระหว่างประชาชน  ณ มัสยิดต่าง ๆ 30  มัสยิดใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นเพื่อสร้างสมานฉันท์ แบ่งเป็น  3 กิจกรรม  งบประมาณ  225,000 บาท

                                กิจกรรมที่ 1 ประชุมคณะทำงานผู้ที่เกี่ยวข้องจัดทำคู่มือกรอบแนวทางการพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้         ผู้เข้าร่วมประชุม  30  คน  ประกอบด้วย  ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 6  เขตพื้นที่การศึกษา  ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหน่วยงานหลัก  10 คน  ประธานและคณะกรรมการชมรมสถาบันศึกษาปอเนาะ  3 คน   สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและคณะกรรมการสมาคม 5  คน  ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  3 จังหวัด   เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง 3 คน

                                                กิจกรรมที่  2 ประชุมชี้แจงการใช้คู่มือกรอบภารกิจขององค์กรเครือข่าย 30 กลุ่ม ๆ ละ  7 คน  รวม  210  คน  ประกอบด้วย  ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา  จุดละ 1 คน  30 มัสยิด 30 คน  ตัวแทนอำเภอ  จุดละ 1 คน  30 มัสยิด 30 คน   ผู้ทรงคุณวุฒิ  จุดละ 3 คน 30 มัสยิด 90 คน อิหม่าม  คอเต็บ  หรือบิหล่าน 2 คน 30 มัสยิด 60 คน

                                กิจกรรมที่ 3 คาราวานแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสริมสร้างสมานฉันท์ 30 มัสยิด ใน 6 อำเภอ  ดังนี้  เขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี  เขต  1 อำเภอยะหริ่ง  5  มัสยิด  เขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี    เขต 2 อำเภอยะรัง  5 มัสยิด  เขตพื้นที่การศึกษายะลา  เขต 1 อำเภอเมือง  5 มัสยิด  เขตพื้นที่การศึกษายะลา  เขต 2 อำเภอยะหา 5  มัสยิด  เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส  เขต 1   อำเภอยี่งอ 7 มัสยิด  เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส  เขต 2 อำเภอสุไหงโกลก 3 มัสยิด

                                ผลการดำเนินงาน

                                1. ได้คู่มือเป็นแนวทางขององค์กรเครือข่ายในการเสริมสร้างสมานฉันท์ใน  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                2. องค์กรเครือข่ายมีความรู้ความเข้าใจตามแนวทางในคู่มือในการเสริมสร้างสมานฉันท์ที่ถูกต้องและ       มีประสิทธิภาพ

                                3. ประชาชน (สัปบุรุษ)  ทั้ง 30  มัสยิด  ประมาณ  3,000  คน  มีความรู้ความเข้าใจนโยบายการจัดการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ 

                                4.  แลกเปลี่ยนเรียนรู้รับทราบปัญหาจากประชาชน (สัปบุรุษ)  แต่ละมัสยิด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนต่อไป

                                5. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน

                                ภารกิจที่จะดำเนินการต่อไป

                                1. โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างสมานฉันท์ เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง            จึงเห็นควรขยายการดำเนินการให้ทั่วถึงทุกมัสยิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                                2.  เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ  เพราะการดำเนินการในช่วงสิ้นปีงบประมาณ  จะมีปัญหา เนื่องจากวงเงินงบประมาณไม่ได้กำหนดไว้ในแผนฯ

 

21.  เรื่อง  ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้า  การรายงานความพร้อมของ  หมู่บ้าน/ชุมชนในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML)  นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ  เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม  2548  จนถึงวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2548   ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.. 2549 ดังนี้

                                1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน  และได้ให้นายอำเภอ/

ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี  ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด   ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย  จำนวน 68,099 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,466 หมู่บ้าน/ชุมชน  จำแนกเป็น 1) ภาคเหนือ  15,734 หมู่บ้าน/ชุมชน  (ร้อยละ 93.12)  2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 29,712 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 88.78)   3) ภาคกลาง  15,241 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 84.90)   4) ภาคใต้ 7,412 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 81.01)

                                ทั้งนี้  กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว  จำนวน 66,228 หมู่บ้าน/ชุมชน  ปรากฏว่ามี        หมู่บ้าน/ชุมชน  ที่ส่งแบบรับรองผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน  ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  จำนวน 2,702 หมู่บ้าน/ชุมชน  โดยกรมการปกครองได้แจ้งจังหวัดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง  และส่งกลับมายังกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง 

                                2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณาจำนวน 63,526 หมู่บ้าน/ชุมชน  จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณให้   หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว แยกเป็น 

                                                1) ภาคเหนือ  14,407 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 3,330,300,000 บาท 

                                                2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27,816 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 6,455,300,000 บาท 

                                                3) ภาคกลาง 14,639 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 3,439,550,000 บาท

                                                4) ภาคใต้ 6,664 หมู่บ้าน/ชุมชน  งบประมาณ 1,620,400,000 บาท

                                รวมเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชน  จำนวนทั้งสิ้น 14,845,550,000 บาท  3. จากการตรวจสอบโครงการที่หมู่บ้าน/ชุมชน  ได้ส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณ  จำแนกเป็นประเภทโครงการได้ ดังนี้   1) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน  ร้อยละ 31.96    2) ด้านการเกษตร ร้อยละ 8.51   3) ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพ  ร้อยละ 5.96   4) ด้านสวัสดิการชุมชน ร้อยละ 38.22   5) ด้านอื่น ๆ ร้อยละ 15.35  

 

22.  เรื่อง รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบทะเบียนหนี้สินของเกษตรกร

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบทะเบียนหนี้สินของเกษตรกรรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบทะเบียนหนี้สินของเกษตรกรตามมติคณะกรรมการในคราวประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและจำแนกประเภทหนี้สินของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ดังนี้

                                1.  คณะอนุกรรมการตรวจสอบทะเบียนหนี้สินของเกษตรกร มีมติให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ดำเนินการดังนี้

                                        1)  ตรวจสอบความถูกต้องของคุณสมบัติเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูฯ และได้มาขึ้นทะเบียนตามประกาศของคณะกรรมการฯ โดยมีหลักฐานยืนยันจากคณะอนุกรรมการจังหวัดกำกับมาด้วย

                                        2) ประสานงานกับองค์กรเจ้าหนี้และสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพื่อตรวจสอบและยืนยันความมีอยู่จริงของหนี้

เฉพาะที่เป็นหนี้ภาคเกษตรกรรม และให้เป็นปัจจุบัน

                                2.  สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรกร ได้รับรายงานผลการตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียน   หนี้สินเกษตรกร ในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร) และธนาคารพาณิชย์ ในรอบที่ 1 ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2548 ดังนี้

                                        1.  เกษตรกรที่เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 114,298 ราย วงหนี้ทั้งสิ้น

17,212,836,706 บาท (แยกเป็นเงินต้น 14,973,517,167 บาท และดอกเบี้ย 2,239,319,539 บาท) ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ดำเนินคดี 237 ราย วงหนี้ทั้งสิ้น 308,377,833 บาท (แยกเป็นเงินต้น 128,072,717 บาท และดอกเบี้ย 180,305,116 บาท)

                                        2.  เกษตรกรที่เป็นหนี้กับสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร จำนวน 50,872 ราย วงหนี้ทั้งสิ้น 3,579,801,401 บาท ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ดำเนินคดี 1,639 ราย วงหนี้ทั้งสิ้น 183,746,775 บาท (รวมเงินต้นและดอกเบี้ย)

                                        3. เกษตรกรที่เป็นหนี้กับธนาคารพาณิชย์ จำนวน 6,050 ราย มูลหนี้ทางบัญชีรวมทั้งสิ้น 3,976,306,103 บาท ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ดำเนินคดี จำนวน 1,976 ราย วงหนี้ทั้งสิ้น 1,493,419,091 บาท (รวมเงินต้นและดอกเบี้ย)

3.       สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีแผนการดำเนินงานในขั้นต่อไป ดังนี้

1)      ขอความเห็นชอบในการจัดประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อนำ

ทะเบียนหนี้สินเกษตรกรที่ตรวจสอบแล้วในรอบที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมฯ

                                                2)  นำหนี้ดำเนินคดี ทั้งที่เป็นหนี้กับ ธกส. สหกรณ์ และธนาคารพาณิชย์ จำนวนทั้งสิ้น 3,852 ราย

รวมวงหนี้ 1,985,543,699 บาท (รวมเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งยังไม่ได้เจรจาต่อรองกับสถาบันเจ้าหนี้) เข้าสู่กระบวนการจัดการหนี้ พร้อมไปกับการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ต่อไป

                                                3)  ประสานความร่วมมือกับสถาบันเจ้าหนี้ เพื่อจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมกับแผนการฟื้นฟูในกรณีหนี้อยู่ในเกณฑ์ NPL หรือหนี้ที่ไม่สามารถชำระคืนตามสัญญาได้

                                                4)  ประสานงานกับกระทรวงการคลังในการเจรจาต่อรองกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้

                                อนึ่ง ยังมีทะเบียนหนี้คงค้างที่รอตรวจสอบและยืนยันวงหนี้ในรอบที่ 2 ซึ่งได้กำชับให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เร่งรัด ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

 

23.  เรื่อง  มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนตามที่กระทรวงการคลังโดยศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนเสนอ ซึ่งกระทรวงการคลังจะได้ออกประกาศกระทรวงการคลังเรื่องมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนต่อไป

                                ทั้งนี้  มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน  สรุปสาระสำคัญดังนี้

                                กระทรวงการคลังได้มีการหารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ในประเด็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนแล้ว เห็นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ยังคงมีกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เป็นลูกหนี้ในสถาบันการเงินที่เดือดร้อนและยังมิได้รับความช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้ จึงตกลงร่วมกันที่จะดำเนินการเพื่อบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้กลุ่มดังกล่าว เพื่อให้มีโอกาสได้ฟื้นฟูสภาพในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพหน้าที่การงานได้อย่างเป็นปกติสุขโดยปราศจากปัญหาหนี้สินและการถูกดำเนินคดีทางศาล รวมทั้งเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนมีความคืบหน้าอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ ให้เป็นการดำเนินมาตรการเพียงครั้งเดียว โดยมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

                                1.  คุณสมบัติของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เข้าเกณฑ์

                                     1.1  เป็นสินทรัพย์จัดชั้นสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย หรือ สินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน    วันที่ 30 มิถุนายน 2548  ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง สินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืน    ไม่ได้ และสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่รวมสินทรัพย์ที่เป็นสินเชื่อเกษตรกรรม สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิต

                                     1.2  เป็นสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ บริษัทเงินทุน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่เข้าร่วมโครงการตามบัญชีรายชื่อสถาบันการเงินตามมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

1.3      เป็นสินทรัพย์ที่ลูกหนี้ในฐานะผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดา

1.4      เป็นสินทรัพย์ที่ลูกหนี้ในฐานะผู้กู้ถูกฟ้องดำเนินคดีแล้วก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 โดยมียอดหนี้  เงินต้นคงค้างต่อรายลูกหนี้ไม่เกินสองแสนบาทต่อสถาบันการเงิน

2.  แนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

     2.1  กรณีลูกหนี้สามารถชำระหนี้แก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของยอดเงินต้นคงค้างได้ครบถ้วนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ให้ลูกหนี้ที่มีความประสงค์ตามมาตรการนี้ติดต่อสถาบันการเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 โดยให้ลูกหนี้ได้รับการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้โดยมีเงื่อนไขดังนี้

                1)  ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินต้นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้เพียงครั้งเดียวระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2549

                2)  ลูกหนี้จะได้รับยกเว้นภาระหนี้เงินต้นที่เหลือและดอกเบี้ยค้างรับทั้งจำนวน เมื่อลูกหนี้ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนแล้ว

                3)  หากลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สัญญาโครงสร้างหนี้     ดังกล่าวเป็นอันเลิกไป โดยภาระหนี้ทั้งหมดย้อนกลับไปยังมูลหนี้เดิมก่อนการปรับโครงสร้างหนี้

     2.2  กรณีลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้แก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของยอดเงินต้นคงค้างเกินกว่าวันที่ 30 มิถุนายน 2549 แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ให้ลูกหนี้ที่มีความประสงค์ตามมาตรการนี้ติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

                1)  ให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้โดยความยินยอมของลูกหนี้จัดส่งแบบฟอร์มข้อมูลลูกหนี้ตามที่ธนาคารออมสินกำหนดให้แก่ธนาคารออมสินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549

                3)  ธนาคารออมสินจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกหนี้แต่ละรายโดยจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริงและข้อมูลลูกหนี้ถูกต้องโดยจะแจ้งผลการพิจารณาแก่ลูกหนี้และสถาบันการเงินเจ้าหนี้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549

                4)  หากลูกหนี้ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ธนาคารออมสินจะอำนวยสินเชื่อเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของมูลค่าเงินต้นคงค้างที่มีต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้แก่ลูกหนี้เพื่อดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ต่อไป

                                                5)  สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจะมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินต้นแก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้เพียงครั้งเดียว โดยลูกหนี้จะได้รับยกเว้นภาระหนี้เงินต้นที่เหลือและดอกเบี้ยค้างรับทั้งจำนวน

เมื่อลูกหนี้ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วน

                                                6)  ลูกหนี้จะต้องผ่อนชำระสินเชื่อใหม่ให้ครบถ้วนแก่ธนาคารออมสินตามระยะเวลาการกู้ที่จะ    ตกลงกัน ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยมีอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารออมสินกำหนด

                                การลงนามในบันทึกความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

                                สถาบันการเงินที่เข้าร่วมประชุมหารือและตกลงที่จะดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางที่เห็นชอบร่วมกันข้างต้น เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนกับกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548

                                อนึ่ง  มีสถาบันการเงินหลายแห่งที่ประสงค์จะดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ แต่เนื่องจากไม่มีลูกหนี้

ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงมิได้เข้าร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนกับกระทรวงการคลัง

                                ผลที่คาดว่าจะได้รับ

                                มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนที่ได้รับการเห็นชอบร่วมกันนั้นจะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ดังนี้

                                1.  ประชาชนได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระหนี้ อันจะช่วยสร้างเสริมศักยภาพในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพหน้าที่การงาน

                                2.  สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดยอดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ อันจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและเสถียรภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่สถาบันการเงินในระยะยาว

                                3.  ระบบเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

                                     3.1  เมื่อประชาชนมีศักยภาพในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพหน้าที่การงานดีขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากรบุคคลของประเทศ อันเป็นปัจจัยที่จะช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

                                     3.2  เมื่อสถาบันการเงินมีความมั่นคงมากขึ้น จะสามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

อันเป็นการช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

                                ทั้งนี้  ข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกหนี้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน

ดังกล่าวข้างต้น จำนวนประมาณ 100,000 ราย หรือคิดเป็นมูลค่าเงินต้นคงค้างประมาณ 7,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าวคาดว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งต่อไป

 

24.  เรื่อง  สรุปสถานการณ์และผลการดำเนินงานควบคุมโรคไข้หวัดนก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่มติรองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ  จารุสมบัติ) ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานควบคุมโรคไข้หวัดนกสรุปได้ดังนี้

                                ตามที่ได้มีรายงานการพบเชื้อโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 14 ตุลาคม 2548 ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี  กำแพงเพชร  ชัยนาท  พระนครศรีอยุธยา  สระบุรี  นครปฐม และกาญจนบุรี รวมถึงมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จีน เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และประเทศแถบทวีปยุโรป เช่น รัสเซีย ตุรกีและโรมาเนีย ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปได้เตรียมมาตรการขั้นสูงสุดในการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนกดังกล่าว โดยมีความกังวลว่าอาจจะมีการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ในคน (Pandemic Human Influenza) อันมีสาเหตุมาจากโรคไข้หวัดนก ซึ่งอาจจะทำให้มีประชากรป่วยตายนับล้านคน นั้น

                                สถานการณ์ปัจจุบันของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยมีพื้นที่พบเชื้อโรคไข้หวัดนก และอยู่ในระหว่างเฝ้าระวัง 4 จังหวัด อันได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี กำแพงเพชร และนครปฐม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่พบการรายงานการติดเชื้อโรคไข้หวัดนกในคน ทำให้ประเทศไทยถือว่าอยู่ในสถานะที่ควบคุมโรคได้ อย่างไรก็ตามสภาพภูมิอากาศในช่วงนี้ได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว  ซึ่งเอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกได้ง่าย รวมถึงเป็นช่วงที่มีการอพยพย้ายถิ่นของนกธรรมชาติจากประเทศจีนและรัสเซียมายังประเทศไทย  ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมปศุสัตว์  จึงได้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่พบโรคไข้หวัดนก และเฝ้าระวังโรคโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเชิงรุก โดยมีการปรับแผนการปฏิบัติงานให้มีความเข้มงวดในทุก ๆ มาตรการและอย่างต่อเนื่อง และให้มีการ  x-ray (รณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ) ในพื้นที่เสี่ยงรวม 21 จังหวัด

 

25.   เรื่อง  ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 3/2548

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งที่ 3/2548  ตามที่     คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเสนอ แล้วมีมติดังนี้

                                1.  เห็นชอบร่างประกาศจำนวน 2 ฉบับดังนี้

                                     1.1  ประกาศเรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ทุกอำเภอของจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลาออกไปอีกเป็นเวลา 3 เดือน

                                     1.2  ประกาศเรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้บรรดาประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส  จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา  ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.. 2548 ยังมีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

                                2.  รับทราบร่างประกาศเรื่อง การให้ประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้บรรดาประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.. 2548 ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่านายกรัฐมนตรีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

                                สำหรับผลการประชุมคระกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 3/2548 สรุปได้ดังนี้

                                1.  การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ภายหลังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ภายหลังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกข้อกำหนด คำสั่ง ระเบียบ เพื่อปฏิบัติตามพระราชกำหนดขึ้น ที่สำคัญได้แก่

1) การมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน  2) การจัดตั้งกองอำนวยการ

เสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้เป็นหน่วยงานพิเศษในการปฏิบัติงานตามพระราชกำหนด  3) การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินและคณะที่ปรึกษา และ 4) การออกประกาศตามมาตรา 11 ตามพระราชกำหนด รวมทั้งออกคู่มือการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 และระเบียบกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 รวมทั้งข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดได้           อย่างถูกต้อง

                                2.  ขอบเขตการใช้อำนาจและการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน

                                     2.1  ขอบเขตการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่  ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังและใช้อำนาจตามที่ได้รับมาเท่าที่จำเป็น บนพื้นฐานของการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนและการมีระบบในการตรวจสอบการใช้อำนาจมิให้เกินส่วน ที่สำคัญได้แก่  1) การออกคำสั่งในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน  2) การออกคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสาร  3) การออกคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการตรวจค้น  4) การออกคำสั่งกำหนดสถานที่ควบคุมบุคคลตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548

                                    2.2  การประเมินผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่  ภายหลังการนำข้อกำหนด คำสั่ง ระเบียบ ที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 มาใช้บังคับเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ฝ่ายราชการมีแนวโน้มที่จะสามารถเข้าไปกำกับ ดูแล และแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น และเจ้าหน้าที่สามารถใช้กลไกของภาครัฐในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาได้จากผลการปฏิบัติงานที่มีกลุ่มบุคคลเป้าหมายถูกจับกุมและเข้าสู่กระบวนการเสริมสร้างสันติสุข  มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติจากกลุ่มบุคคลที่หลงผิด  มีรายงานผลการจับกุมการตรวจค้นได้สิ่งของที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก  รวมทั้งประชาชนในพื้นที่เริ่มเข้าใจถึงความจำเป็นในการบังคับใช้พระราชกำหนด และเริ่มให้

ความร่วมมือกับฝ่ายราชการในการแก้ไขปัญหา อันเป็นสิ่งชี้วัดให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์จากการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                                3.  การประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  

แม้ที่ผ่านมาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น แต่ใน       ข้อเท็จจริงสถานการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้สร้าง  สถานการณ์เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของภาครัฐในการให้ความคุ้มครองแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้  นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏได้อย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้มีการวางแผน เตรียมการ และมีการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของกลุ่มผู้ก่อการที่ยังคงก่อเหตุการณ์ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความเกรงกลัวอันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนที่ไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และเนื่องจากระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นการทำความเข้าใจในการใช้มาตรการตามพระราช-กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 กับประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ และการเริ่มใช้บังคับกฎหมายกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงจำเป็นต้องมีการปฏิบัติที่ต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่อไป จากปัจจัยดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน  ภาคใต้จะต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 เป็นเครื่องมือสำคัญ  ในการดำรงความต่อเนื่องให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานตามนโยบายการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน

 

26.  เรื่อง  ขออนุมัติงบกลางเพื่อจัดประชุมสุดยอดผู้นำพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ 4

                                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติงบกลางเพื่อจัดประชุมสุดยอดผู้นำพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ 4 ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ แล้วมีมติอนุมัติงบกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 15,000,000 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้สามารถดำเนินการไปได้  โดยให้ผู้จัดไปพิจารณาปรับลดรายการที่ไม่จำเป็นลง  ทั้งนี้  การจัดการประชุมสุดยอดผู้นำพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่ 4  จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 5 พฤศจิกายน 2548  ณ หอประชุมกองทัพเรือ  ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้จะเป็นเกียรติภูมิของประเทศไทยโดยตรง และส่งผลดีต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทย

 

27.  เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ ..) .. ....

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและ  สหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทน-ราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

                                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีดังนี้

                                1. ยกเลิกความในมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ ในส่วนของ “เมล็ดพันธุ์ควบคุม” ซึ่งเป็น       บทที่ไม่ใช้บังคับกับส่วนราชการฯ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยความเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญ               แห่งราชอาณาจักรไทย

                                2. แก้ไขคุณสมบัติของผู้ที่เจ้าหน้าที่จะออกใบอนุญาตให้ในมาตรา 16(1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ  ดังนี้

(1)    เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กรมวิชาการเกษตรประกาศกำหนด

(2)    เป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะ

                                3. แก้ไขในมาตรา 22 () แห่งพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ เกี่ยวกับข้อความที่ต้องแสดงในฉลากของภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์ควบคุม ดังนี้

                                                () น้ำหนักสุทธิของเมล็ดพันธุ์ควบคุมตามระบบเมตริกหรือจำนวนเมล็ดพันธุ์ควบคุมหรือหน่วยวัด    อื่น ๆ ตามหลักสากลของแต่ละชนิดพืช

                                ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่าพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม     (ฉบับที่ 2) .. 2535 มีบทบัญญัติบางประการเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลอันเนื่องมาจากความแตกต่างในเรื่องอายุและฐานะทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นการยกเว้นไม่นำบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ควบคุมมาใช้บังคับกับหน่วยงานราชการ แต่นำไปใช้บังคับกับเอกชนถือเป็นการไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยความเสมอภาคตามมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์ควบคุมจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้สิทธิในการขออนุญาต รวบรวม ขาย นำเข้า หรือส่งออกเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าเปิดกว้าง ไม่ถูกจำกัดในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล        อันเนื่องมาจากความแตกต่างในเรื่องอายุและฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงเกษตรและ  สหกรณ์ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว

 

28.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหาสังคมในส่วนของเด็กและเยาวชน

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานการแก้ไขปัญหาสังคมในส่วนของเด็กและเยาวชน โดยมีผลสรุปดังนี้

1. ศึกษาข้อมูลด้านเทคนิค กฎหมาย เศรษฐกิจและสังคม โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 คน ประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2548  เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาเยาวชนที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน (Behavior Issues) พร้อมทั้งวิธีการแก้ไข (Agenda Based Approaches) ได้หลักการในการแก้ไขปัญหาสังคมในส่วนของเด็กและเยาวชน ได้แก่ 

        (1) ปัญหาเด็กซับซ้อนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย การแก้ไขแบบดั้งเดิมที่ส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินการไม่ประสบความสำเร็จ

        (2) วิธีการใหม่ต้องเคลื่อนไหวสังคม และให้สังคมเป็นผู้เรียกร้องผลักดันให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

ต้องออกมารับผิดชอบ

        (3)  การทำงานต้องมีเครือข่ายแก้ปัญหาด้วยการเปิดเวทีรับฟังจากทุกฝ่าย

        (4)  การแก้ปัญหาต้องทำหลายประเด็นเพราะเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันและต้องแก้ไขให้เกิดผล อย่างยั่งยืนโดยปลุกจิตสำนึก

        (5) หลังจากได้ประเด็นปัญหาเด็กชัดเจน จึงกำหนดยุทธศาสตร์/มาตรการ นำสู่การสื่อสารเพื่อสร้างกระแสสังคม การจัดทำแผนงาน โครงการ        

        (6) การดำเนินงานจะสื่อสารรณรงค์ 1 ประเด็นปัญหาต่อระยะเวลา 2 เดือน โดยต้องสกัดประเด็น            ให้ชัดเจน เช่น “พ่อแม่จ่ายค่าขนมเป็น 3 เท่าของค่าใช้จ่ายการศึกษาของลูก” “ประเทศไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ 5 ของโลก            ฝรั่งเศสเป็นอันดับ

2. แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเด็กและเยาวชนไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงาน การจัดการองค์ความรู้และการอำนวยการในการบริหารจัดการ โดยได้ยกร่างแผนงานส่งเสริมคุณธรรม           จริยธรรมเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

3. คณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเด็กและเยาวชนกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรเอกชน เครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายเยาวชนไทยและสถานศึกษาประมาณ 400 คน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548 เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาเยาวชนที่รุนแรงและต้องแก้ไขเร่งด่วนโดยวิเคราะห์จากผลงานวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ทั่วไปซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหา พฤติกรรมเด็กและเยาวชนได้               ทุกปัญหา และได้กำหนดยุทธศาสตร์เฉพาะตามประเด็นปัญหาอีกด้วย โดยสรุปดังนี้

            3.1 สภาพทั่วไปจากรายงานการวิจัย “โครงการเฝ้าระวังรักษาคุณภาพอนาคตเยาวชนไทย” ของ

สำนักวิจัย เอแบคโพลล์  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตุลาคม 2548 ได้ระบุ ประเด็นปัญหารุนแรงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เหล้า/บุหรี่  เหล้า 5,921,257 คน / บุหรี่ 2,023,893 คน  อันดับ 2 หนีเรียน 2,086,527 คน  อันดับ 3 ยาเสพติดใช้ยาบ้า  516,823 คน อันดับ 4 เพศสัมพันธ์ 472,575 คน อันดับ 5 การพนันเฉพาะนักศึกษากรุงเทพมหานคร 101,306 คน

ข้อมูลจากสถาบันรามจิตติ ได้ประเมินสถานการณ์ของปัญหาเด็กและเยาวชนไทยได้แก่ (1) ขาดความอบอุ่นในครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก (2) ห่างไกลวัด ใช้ชีวิตยามว่างตามห้างสรรพสินค้า ใช้มือถือและคุยผ่านอินเตอร์เน็ต (3) ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (4) เล่นพนันและเริ่มเล่นพนันผ่านโทรศัพท์ระบบ  SMS  (5)  ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นและขาดความรับผิดชอปัญหาทั้งหมดส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมไทยใน 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากการวางรากฐานการเรียนรู้คู่คุณธรรมเกิดจากการเรียนรู้จากวัยเด็กจนถึงอายุ 25 ปี เมื่อเด็กและเยาวชนขาดการปลูกฝังคุณธรรม     ในช่วงต้นของชีวิตจะทำให้เป็นผู้ใหญ่และครอบครัวที่ด้อยคุณธรรมในอนาคต

 

 

        3.2 ยุทธศาสตร์ทั่วไปที่ใช้เป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเยาวชนที่ประชุมเสนอ

ดังนี้

(1)   เน้นการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่เข้มแข็ง ครูทุกคนต้องช่วยสอดส่องเอาใจใส่นักเรียนนักศึกษา และร่วมกับพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดูและแก้ไขพฤติกรรมลูก

(2) สถานศึกษาจะต้องจัดกิจกรรมสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมนักเรียนนักศึกษาตามความสนใจที่

หลากหลายโดยเฉพาะกิจกรรมนอกหลักสูตรเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนไปมั่วสุมกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม

(3)  ปรับปรุงการสอนคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบที่เน้นการปฏิบัติจริงและปรับรูปแบบให้ทันสมัย

(4) ปรับปรุงเกณฑ์การประเมินผลงานของครูอาจารย์โดยประเมินจากการเป็นต้นแบบเชิงคุณธรรม ความเอาใจใส่ในการปลูกฝังจริยธรรม ดูแลนักเรียน ควบคู่ไปกับการสอน

(5)    กำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ชี้วัดความสำเร็จของโรงเรียนมีการประเมินคุณภาพภายนอก สถานศึกษาในการดูแลนักเรียนโดยจะมีเกณฑ์ประเมินโรงเรียนโดยเสนอให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน

คุณภาพการศึกษา (สมศ.) เพิ่มเกณฑ์ในเรื่องระบบดูแลนักเรียนการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และการพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองโดยการปรับปรุงวิธีประเมินตามเกณฑ์คุณธรรม จริธรรมที่มีอยู่แล้วให้เข้มข้นและสะท้อนสภาพความเป็นจริง

 (6) ส่งเสริมให้เกิดอาสาสมัคร พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (หรือเดิมเคยเรียกว่า สารวัตรนักเรียน) ที่มาจากเครือข่ายผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน  เพื่อให้มีจำนวนพนักงาน     เจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.. 2546  กระจายไปทั่วประเทศ  โดยใช้พลังผู้ปกครองมาช่วยดูแลนักเรียน

 (7) ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาทำเกณฑ์เมืองดีน่าอยู่สำหรับเด็ก เพื่อให้นักเรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

            3.3 ยุทธศาสตร์เฉพาะที่ใช้ในการแก้ปัญหาเยาวชน 8 ประเด็น ได้แก่  (1) การทะเลาะวิวาท (2) เพศสัมพันธ์       

(3) ติดเกมและติดอินเตอร์เน็ต (4) การพนัน (5) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ (6) หนีเรียน (7) ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย   (8) กิจกรรมเยาวชนสร้างสรรค์

        3.4 สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินงานต่อไป

                                                (1) ประกาศนโยบายให้สถานศึกษา และหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งถือเป็นความรับผิดชอบที่จะเป็นแกนนำในการรณรงค์แก้ปัญหาสังคมที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ ปลอดสุรา และปลอดอบายมุข         ทุกประเภท และเป็นศูนย์กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ผู้เรียนเป็นผู้นำและริเริ่มเองของชุมชนโดยเริ่มดำเนินการในทันที 

(2)   กำหนดเป้าหมายและแนวทางที่จะวางระบบดูแลนักเรียนนักศึกษา ระบบดูแลความปลอดภัยปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนคุณธรรม จริยธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์โดยเริ่มในปีการศึกษา ๒๕๔๘ และให้แล้วเสร็จในทุกโรงเรียนภายในปีการศึกษา ๒๕๔๙ โดยจะกำหนดให้มีการประเมินมาตรฐานเป็นรายโรง และรายพื้นที่

(3)   รณรงค์และจัดทำคู่มือเพื่อแก้ปัญหาเยาวชนในแต่ละประเด็นให้เหมาะสมกับระดับชั้นและวัยของนักเรียน โดยรวบรวมรูปแบบดีเด่นที่ได้ผลจากสถานศึกษาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

(4)   สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดตั้งพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ให้ความรู้ และสื่อสารกับ     ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาและผู้นำชุมชนในเรื่องจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะในด้านการเลี้ยงลูก     การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ วิถีชีวิตของสังคมยุคใหม่เพื่อลดช่องว่างระหว่างเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ 

(5)    ขอความร่วมมือจากจังหวัดในการพัฒนาเครือข่ายพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา โดยมีสัดส่วนอย่างน้อยสิบคนต่อหนึ่งโรงให้แล้วเสร็จภายในปีการศึกษา ๒๕๔๘ เพื่อร่วมกับสถานศึกษา  X-ray  สภาพปัญหาเป็นพื้นที่เพื่อจัดทำแผนที่  (GIS) แสดงจุดเสี่ยงที่จะใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ และกำกับ ติดตามการ        แก้ไขปัญหาต่อไป

(6)    ร่วมมือกับบริษัท อ.... จำกัด (มหาชน) และภาคเอกชนในการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสร้างความรู้สึกร่วมรับผิดชอบในการแก้ปัญหาสังคมตลอดจนส่งเสริมการจัดทำรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสื่อ        ที่ทันสมัย ตรงประเด็นและโดนใจเยาวชน

จากกรอบยุทธศาสตร์ข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการในทันที โดยพัฒนาโรงเรียนนำร่องขึ้นในทุกตำบลเพื่อเป็นต้นแบบในการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน   จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเรื่องการคิด วิเคราะห์เชิงจริยธรรม จัดให้มีศูนย์กิจกรรมรณรงค์ของชุมชน จัดตั้งและเพิ่มความเข้มแข็งให้เครือข่าย ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนในการร่วมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เด็กและเยาวชน และจะขยายผลให้ครบทุกโรงเรียนภายในปีการศึกษาหน้า

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการจะได้เชิญหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องร่วมจัดทำแผนงานโครงการ กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเด็กและเยาวชนไทย โดยมียุทธศาสตร์ เป้าหมาย มาตรการ กิจกรรมและระยะเวลาดำเนินงาน     รวมทั้งการวัดและประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานต่อไป

 

29.  เรื่อง  ผลการดำเนินงานโครงการภาคธุรกิจช่วยเหลือคนจน

                                คณะรัฐมนตรี รับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการภาคธุรกิจช่วยเหลือคนจน ดังนี้

                                1.  การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ  โดยกรมการพัฒนาชุมชนและจังหวัดสุพรรณบุรีได้คัดเลือกพื้นที่และครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่อำเภออู่ทอง  และอำเภอหนองหญ้าไซ  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัดมหาชน  ดำเนินการประชาสัมพันธ์โครงการฯ และชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานตามโครงการ  และแผนธุรกิจ  สรุปผล

การดำเนินการ ดังนี้

                                                1.1  ด้านการปศุสัตว์  (โครงการเลี้ยงไก่ไข่) กำหนดดำเนินการพื้นที่  ตำบลพลับพลาไชย  อำเภออู่ทอง  จำนวนพื้นที่ 100 ไร่  ครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ 100 ครัวเรือน  ให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนโดยจัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ  ผ่อนชำระระยะยาวแก่ครัวเรือนเป้าหมาย  จำนวนเงิน 317 ล้านบาท  และครัวเรือนเป้าหมายที่สัญญากู้เงินกับรัฐบาล

                                                1.2  ด้านการปลูกพืชระยะสั้น  กำหนดดำเนินการพื้นที่  ตำบลจระเข้สามพัน  และตำบลสระยายโสม  อำเภออู่ทอง  ครัวเรือนเป้าหมาย  จำนวน 40 ครัวเรือน  โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ  ระยะแรกจำนวน 20 ครัวเรือน  สามารถดำเนินการได้ทันที  ส่วนในระยะที่ 2  กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการปรับพื้นที่  และสนับสนุนระบบ    ชลประทาน  โดยใช้งบยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี  จำนวน 2,300,000 บาท (ดำเนินการโดยกรมชลประทาน)

                                                1.3  การปลูกเมล่อน (บริษัท  เจียไต๋เทคโนโลยีการเพาะปลูก  จำกัด)  กำหนดดำเนินการพื้นที่ตำบลพลับพลาไชย  อำเภออู่ทอง  และตำบลแจงงาม  อำเภอหนองหญ้าไซ  รวม 2 จุดดำเนินการ  ครัวเรือนเป้าหมายจุดละ 14 ครัวเรือน  รวม 28 ครัวเรือน  พื้นที่ดำเนินการครัวเรือนละ 1 ไร่  งบประมาณดำเนินการเฉลี่ยรายละ 45,000 บาท  รวมเป็นทั้งโครงการ 1,260,000 บาท  ให้รัฐบาลเป็นผู้จัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ  ผ่อนชำระระยะยาวแก่ครัวเรือนเป้าหมาย  และครัวเรือนเป้าหมายทำสัญญากู้เงินกับรัฐบาล

                                2.  การดำเนินงานสำหรับการนำร่องตามโครงการฯ กำหนดเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องวันที่ 1พฤศจิกายน  2548  และเดือนมกราคม  2549  จะกราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมโครงการนำร่องต่อไป

 

30.  เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาและบริการ พ..2542

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดสินค้าจำนวน 11 รายการ เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ วันที่ 5 ตุลาคม 2548 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

                                กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2548 เห็นว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกมีการขยับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจมีการเก็งกำไรและจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร จึงเห็นควรเพิ่มเติมสินค้าอีก 11 รายการ เป็นสินค้าควบคุมจึงได้เสนอเรื่องดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้สินค้า 11 รายการ เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม ได้แก่ (1) นมข้น นมคืนรูป นมแปลงไขมัน ครีมเทียนข้นหวาน (2) น้ำยาซักฟอก (3) กระดาษทำลูกฟูก (4) การดาษพิมพ์และเขียน   (5)ยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ (6) ผลิตภัณฑ์ล้างจาน (7) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ (8) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท      (9) ผ้าอนามัย (10) เยื่อกระดาษ และ (11) เนื้อไก่ เนื้อไก่ชำแหละ

 

31.       เรื่อง การเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ

             ..2550

                                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณรายงานการเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 สรุปได้ดังนี้

                                1. แนวทางในการจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550

                                                1.1 จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.2550 ที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ..2550 ตามกรอบยุทธศาสตร์ของแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ..2548 – 2551

                                                1.2 ดำเนินนโยบายงบประมาณสมดุลอย่างต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ..2548 และปีงบประมาณ พ..2549 ตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน

                                                1.3 ควบคุมรายจ่ายประจำให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้มีรายจ่ายลงทุนเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

1.4 เน้นความสมดุลระหว่างนโยบายทางสังคมและนโยบายทางเศรษฐกิจ

1.5 เน้นภารกิจที่มีความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ของแผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย

สำคัญของรัฐบาล (Flag ship) โครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ (Mega Projects) และพิจารณาทบทวนเพื่อตัดทอน ชะลอ ยกเลิกภารกิจที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการพิจารณาแหล่งเงินอื่นนอกเหนือจากแหล่งเงินงบประมาณ

                                2  การเตรียมความพร้อมในเบื้องต้นเพื่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 สามารถบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จึงมี         ความจำเป็นที่จะต้องขอให้ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจดำเนินการ ดังนี้

                                                2.1 พิจารณาทบทวนการกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลผลิต กิจกรรม และตัวชี้วัดผลสำเร็จของ      ปีงบประมาณ พ..2549 พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ พ..2548  เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ..2550 ให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับ        สถานการณ์ความเป็นจริงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

                                                2.2 พิจารณาทบทวนแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของส่วนราชการร่วมกับสำนักงบประมาณ        สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการให้        สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน  พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ..2550 เพื่อใช้เป็นกรอบใน การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550                            

                                                2.3 ปรับปรุงฐานข้อมูลงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ตามข้อ 2.2 พร้อมทั้งจัดทำประมาณการรายจ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นที่สอดคล้องกับฐานข้อมูลรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง เพื่อให้ทราบภาระงบประมาณและให้เป็นกรอบในการกำหนดทางเลือกและจำลำดับความสำคัญประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณภายใต้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมี

ประสิทธิภาพ

                                3. การกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 เป็นการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและระยะเวลาที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด โดยมีลำดับขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้

                                                3.1 คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการเตรียมการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ในวันที่ 18 ตุลาคม 2548

                                                3.2 ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจร่วมกับสำนักงบประมาณ พิจารณาทบทวนการกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลผลิต กิจกรรม และตัวชี้วัดผลสำเร็จ ในปีงบประมาณ พ..2549 พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2548 รวมทั้งการปรับปรุงฐานข้อมูลรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง และจัดทำประมาณการรายจ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน  2548

                                                3.3 ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจร่วมกับสำนักงบประมาณ   สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพิจารณาทบทวนแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของส่วนราชการที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชกรแผ่นดิน พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ..2550 เสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณ ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2548

                                                3.4 กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาทบทวนประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณและ         โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อจัดทำข้อเสนอระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2548

                                                3.5 สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณาทบทวนและจัดทำข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี  และสถานการณ์ปัจจุบัน ระหว่างเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2548

                                                3.6 คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบนโยบายงบประมาณ วงเงิน โครงสร้างงบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550  ในวันที่ 17 มกราคม 2549 สำนักงบประมาณเวียนแจ้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทราบพร้อมหลักเกณฑ์คู่มือคำขอและวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ

                                                3.7 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และรัฐมนตรีมอบนโยบายให้กระทรวงส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจจัดทำเป้าหมาย ยุทธศาสตร์กระทรวง ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี และแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ..2550 ในระหว่างวันที่ 18 – 24 มกราคม 2549  ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินและคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ในทุกมิติที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ..2550 พร้อมประมาณการรายได้ประจำปีฯ เสนอรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพิจารณากลั่นกรองรายละเอียดให้ความเห็นชอบและส่งสำนักงบประมาณ ระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 23 กุมภาพันธ์ 2549

                                                3.8 สำนักงบประมาณพิจารณาและจัดทำข้อเสนอรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ โดยบูรณาการงบประมาณในมิติกระทรวง มิติประเด็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและมิติพื้นที่ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมหลักเกณฑ์การปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2549 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในวันที่ 18 เมษายน 2549

                                                3.9 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและรัฐมนตรีมอบนโยบายให้กระทรวงส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและส่งสำนักงบประมาณในวันที่ 19 – 25 เมษายน 2549

                                                3.10 สำนักงบประมาณพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในวันที่ 9 พฤษภาคม 2549

                                                3.11 สำนักงบประมาณจัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 และเอกสารงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2549

                                                3.12 การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 ควรเริ่มพิจารณาในวันที่ 14 – 15 มิถุนายน 2549 และวาระที่ 2 – 3 ควรเริ่มพิจารณาในวันที่       23 – 24 สิงหาคม 2549 ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จก่อนวันที่ 4 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนด 105 วัน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีส่ง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ไปถึงสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 พฤษภาคม 2549  สำหรับการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ของวุฒิสภาเห็นควรพิจารณาในวันที่ 11 – 12 กันยายน 2549 และคาดว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ในวันที่ 19 กันยายน 2549

                                ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 ดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2550 สามารถประกาศใช้ได้ก่อนเริ่มปีงบประมาณ

 

32.  เรื่อง  แต่งตั้ง

                                1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

                                    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ

ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10) จำนวน 3 อัตรา ดังนี้

                                      1. นายพันธุ์ชัย  วัฒนชัย  ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10)

                                      2. นายนัที  เปรมรัศมี  ที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี  (ผู้ตรวจราชการ 10) 

                                      3. นายกิตติ  ลิ้มชัยกิจ  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม  ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10) โดยสำนักงานปลัดกระทรวง

ยุติธรรมได้ตกลงยินยอมในการให้โอนข้าราชการดังกล่าวแล้ว 

                                      ทั้งนี้  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการ             ดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

                               

                                2. แต่งตั้งข้าราชการ  ระดับ 10  (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่เลขาธิการ ก.. เสนอ   ให้แต่งตั้ง นางศรีพนม  บุนนาค  ที่ปรึกษาระบบราชการ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 10 ชช)  สำนักงาน ก.. ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.. (นักบริหาร 10) สำนักงาน ก..

สำนักนายกรัฐมนตรี   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งเป็นต้นไป  และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเดิม  และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

 

                                3. แต่งตั้งข้าราชการ  ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้ง นางพิมลพรรณ  กฤติยรังสรรค์  ผู้อำนวยการ (นายแพทย์ 9)  สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ซึ่งเป็นผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์  และต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.. 2548  ตามกฎหมายว่าด้วยบำเเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช   ด้านเวชกรรม สาขาตจวิทยา  กลุ่มภารกิจวิชาการ (เดิมเป็นกลุ่มบริการเฉพาะทาง) สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่   ..  ได้รับคำขอประเมินผลงานและมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                                      ทั้งนี้  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งข้าราชการดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่ง  ตั้งแต่วันที่  18 สิงหาคม 2548  และให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการ

                               

                                4. แต่งตั้งข้าราชการ  ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

                                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ  ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 4 ราย ดังนี้

                                      1. นายพิพัฒน์ ยิ่งเสรี  รองปลัดกระทรวง  (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงสาธารณสุข  ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงสาธารณสุข

                                      2. นายมานิต  ธีระตันติกานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงสาธารณสุข  ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง  กระทรวงสาธารณสุข

                                      3. นายศุภชัย  คุณารัตนพฤกษ์  รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข  ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ  กระทรวงสาธารณสุข

                                      4. นายเรวัต   วิศรุตเวช  อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข  ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวง   กระทรวงสาธารณสุข 

                                      ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไปและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

                               

                                5. แต่งตั้งข้าราชการ  ระดับ 10  (กระทรวงสาธารณสุข)

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ  ให้รับโอน นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์  ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  (นักบริหาร 10 บส.) มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10 บส.)  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสมและมีความคล่องตัว โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เป็นต้นไป 

                                      โดยที่ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขไม่มีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงว่างอยู่ กระทรวงสาธารณสุขจึงขอใช้ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ  (นายแพทย์ 11 วช.) ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างอยู่มากำหนดเป็นตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10 บส.)  เป็นการเฉพาะคราว เพื่อแต่งตั้ง นายจักรธรรม   ธรรมศักดิ์ 

ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการการะทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10 บส.)  โดยให้ ก.. ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งต่อไป

                                      ทั้งนี้  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไ

 

                                6.  การย้ายข้าราชการระดับ 10 ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                                           คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้ย้าย นายวีระยุค  พันธุเพชร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ  (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ  ด้านการค้าระหว่างประเทศ  โดยให้  ..  อนุมัติปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งในสายงานเป็นนักบริหาร 10 

                                      ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

 

                                7. แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์

                         (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                                          คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ  ให้แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 10 ราย  โดยเริ่มนับวาระการเป็นกรรมการใหม่นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง ดังนี้  นายระเฑียร ศรีมงคล  ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ  โดยกรรมการได้แก่  นายสุวัช  สิงหพันธุ์  นายอรัญ  เพิ่มพิบูลย์  นายชัยณรงค์ โลหชิต  นางสุนีย์ ศรไชยธนะสุข  พลตำรวจเอก  วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี  พันเอก  (พิเศษ) วิระฉัตร  ดำรงหัด  นายจิราวุฒิ  แก้วเขื่อน และนายประวิช  สารกิจปรีชา โดยมีนายโสภณ  ดำนุ้ย  เป็นกรรมการและเลขานุการ   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

 

                                8. การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์เป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการจัด

                        สวัสดิการสังคมแห่งชาติ

                                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอให้แต่งตั้งผู้แทน      องค์กรสาธารณประโยชน์ เป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ จำนวน 8 คน  โดยมีรายชื่อ  ดังนี้    นายไพโรจน์   สุวรรณจันทร์ดี    นายชาลี  นพวงศ์ ณ อยุธยา   นายสมพร  เทพสิทธา    นายกิรศักดิ์  จันทรจรัสวัฒน์           นางเพ็ญพักตร์  ศรีทอง  นายเศรษฐา  ศิระฉายา  นายพงษ์ศิริ  ปรารถนาดี นายอนุสรณ์  คุณานุสรณ์

                                      ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

                               

                                9. แต่งตั้งคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์

                                      คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  ให้นางจินดา เทพพัตรา พ้นจากตำแหน่งรองประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์  และแต่งตั้งเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์

                                      ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

 

                                10. ขอเปลี่ยนแปลงผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ

สิ่งแวดล้อม

                                       คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งขอเปลี่ยนแปลงผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา  (ปคร.)  ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จากนายอภิวัฒน์ เศรษฐรักษ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เป็นนายสมชัย เพียรสถาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เนื่องจากนายอภิวัฒน์   เศรษฐรักษ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

 

                                11.  เรื่อง  ขอทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหา

                                               เด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

                                      คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  แล้วมีมติเห็นชอบให้ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิผลบรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานตามมาตรการสร้างเสถียรภาพของเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2548 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 

                                                1. องค์ประกอบ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (นายจาตุรนต์  ฉายแสง)   เป็นประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ปลัดกระทรวงมหาดไทย  ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  นายอมรวิชช์  นาครทรรพ  นายแพทย์สุวิทย์  วิบุลผลประเสริฐ  นายสมพงษ์ จิตระดับ  นางอภิญญา เวชยชัย   ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  โดยมี

รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย  เป็นกรรมการและเลขานุการ  

ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการกระจายรายได้   สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ  ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ  และผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

                                                2. อำนาจหน้าที่

                                                        1. กำหนดนโยบายและมาตรการสำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส          อย่างครบวงจรทั้งในระยะยาวและระยะปานกลาง

                                                        2. ประสานและสนับสนุนให้มีการดำเนินงานตามนโยบายในทุกภาครัฐและเอกชน

                                                        3. จัดโครงการหรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

                                                        4. วางแนวทางในการระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ และบริหารทรัพยากรนั้นเพื่อ

ประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

                                                        5. ตั้งที่ปรึกษา  อนุกรรมการ หรือคณะทำงานตามความเหมาะสม

                                                        6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีและ/หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส

 

 

*****************************************

 

 

 

“หากท่านใดประสงค์จะบอกรับข่าวสารจากสำนักโฆษกผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ขอเชิญส่ง e-mail แจ้งชื่อ-สกุล และที่อยู่ ของท่าน มาที่ prspokeman2547@yahoo.com